Celeb ตัวเป้งแห่งเวียงนครพิงค์
posted on 10 Aug 2009 16:23 by alphazecho
ผมไม่ใช่ Hi-so นะคับ ไม่ได้มีเชื้อเจ้า
ไม่ใช่นักการเมืองท้องถิ่น
ไม่ได้มีอำนาจวาสนามากมายอะไร..
..แต่คนรู้จักเยอะแค่นั้นเอง
บ้านเกิดผมอยู่เชียงใหม่คับ ป๊ากับแม่ผมทำอาชีพที่ต้องพบปะผู้คนมากมาย
ตอนเด็กๆ ไปไหนมาไหน ป๊ากับแม่ก็หนีบลูกๆ ไปด้วย
ก็กลายเป็นว่า ผมเป็นที่รู้จักของคนเยอะอยู่เหมือนกัน
ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ตอนที่รับปริญญา ตามธรรมเนียมทั่วไปแล้วก็ต้องมีเลี้ยงสังสรรค์กัน
ด้วยความที่สถานที่ที่บ้านมันไม่อำนวย ก็เลยไปจัดกันที่ีโรงแรมเลยดีกว่า
ปรากฏว่าแขกงานผมเยอะกว่าคนที่มางานแต่งของห้องจัดเลี้ยงข้างๆ ซะอีก
นึกอยู่เลยว่ากุจัดงานแต่งเลยเหรอวะเนี่ยะ อิอิ..
ไหงมีเจ้าบ่าวยืนคนเดียวทั้งงานอ่ะวะ
แต่ก็ไม่เถียงคับ มีคนรักเท่าผืนหนัง คนชังคนหมั่นไส้ก็มีเหมือนกัน
แล้วก็ไม่น้อยด้วย..แต่ผมก็ไม่ใช่ดารานะ
คนที่รักมาจากไหน?
นั่นดิ.. ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ผมก็นึกเสมอว่า ผมค่อนข้างจะจริงใจนะ
แม้ในบางโอกาสจะเป็นยาพิษเคลือบขนมหวานอยู่บ้าง..
ผมมีความปรารถนาดีให้คนที่เขาต้องการรับเสมอคับ
คือดีมา เราก็พยายามดีกลับคับ มันก็ควรจะเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว
เอาใจใส่กับคนที่อยู่รอบข้าง มันไม่ยากหรอกที่จะทำ
Unfortunately, คนที่เกลียดขี้หน้าผม มันก็มีอยู่แหงมๆ แหละ
ก็เข้าใจนะว่าตัวผมเอง ค่อนข้างเปิดเผย (ในบางมุม) พูดตรง
ผิดก็ว่ากันไปตรงๆ แต่ก็พูดดีดีนะ
แต่ความผิดตัวเอง บางทีก็ไม่พูด อิอิ
..เออ กุก็เลวนี่หว่า
บางคนก็หาว่าก้าวร้าว
หลายต่อหลายคนก็ไม่ชอบหน้าซะงั้น..
ผมห้ามไม่ได้นะ คุณจะคิดอะไรกับผม
แต่จะให้ผมเสแสร้งทำ แล้วมันถูกในคุณไปทุกอย่างอ่ะ
ผมไม่ใช่คนอย่างนั้น
พอเถอะ.. พูดมากไปก็เหมือนแก้ตัว
เอาเป็นว่า ผมไม่แคร์สื่อคับ
แล้วคนที่รักที่ว่านั้น ไปเจอเขาได้ยังไง?
เออนั่นดิ.. เพราะว่าทำตัวให้ต้องพบเจอคนเยอะมั้ง
จากต้นทุนที่มีอยู่..พ่อแม่รู้จักคนเยอะ กลายเป็นว่าเราก็ต้องเป็นที่รู้จักในแวดวงผู้ใหญ่อยู่บ้าง
ผมก็ยังไปอยู่ในที่ที่ต้องเจอเพื่อนใหม่อยู่ตลอดเวลา
ที่ไหนน่ะเหรอ?
จากมัธยมที่เป็นเด็กกิจกรรมอยู่แล้ว
รวมถึงตอนที่เริ่มเข้ามหา'ลัย ก็ทำกิจกรรมตามชมรมต่างๆ
ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง..
เจอะคนหลากหลายประเภท ทั้งเพื่อนพี่น้องในคณะ เพื่อนต่างคณะ เจ้าหน้าที่ รวมถึงอาจารย์
อาจจะไม่รู้ชื่อกัน แต่ก็เห็นหน้าอยู่..
ต่อมาพอเริ่มเรียนได้หลายปีเข้าต้องทำโปรเจคท์จบ
ก็มีห้องแล็บวิจัยให้สังกัด
ประจวบเหมาะกับอาจารย์ใช้ทำงานหลายๆ อย่าง ก็ทำให้อาจารย์ในเมเจอร์ เจ้าหน้าที่เริ่มคุ้นหน้าคุ้นตา
มือไม้ก็ไม่ได้แข็ง.. ไหว้ไปหมด
คงจะต่างจากคนรุ่นเดียวกันแหละ ที่ดูกระด้างกระเดื่องนิดหน่อย
ก็เวลามันผ่านไป อะไรๆ ก็เปลี่ยนแปลง
พอดีว่าผมเป็นค่อนข้างคนหัวเก่า (ในบางเรื่อง) อ่ะ
ถ้าดูจากข้างบนแล้ว
ผมก็คงคลุกคลีอยู่ในวงแคบๆ ใช่ป่ะ.. อืม นั่นมันก็ใช่
ออกจะเนิร์ดๆ นิดหน่อย แต่มันก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น
ที่เชียงใหม่มีวิทยาลัยสารพัดช่างคับ
ที่นั่นเค้าเปิดหลักสูตรระยะสั้นให้คนทั่วไปเข้าไปเรียนได้..
ถนนของการที่ผมถูกรู้จักในวงกว้างขึ้น เริ่มที่นี่คับ
วิชาแรก ผมเลือกเรียนวิชาการขับร้องคับ ตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่าจะลงวิชาอะไรดี
เลือกเอาที่ตัวคิดว่ามันไม่หนักมากก็แล้วกัน
เพราะตอนนั้นก็ยังรอจบ ป.ตรี อยู่ เรียนอะไรหนักไป เดี๋ยวจะพาลเสียทั้งสองอย่าง
อาจารย์ที่สอน ตอนแรกก็ไม่รู้หรอกคับ ลงวิชาเรียนส่งเดชไปซะงั้น
มาทราบก็ว่ามาเรียนครั้งแรกว่าเป็น ครูสมเกียรติ์ ผู้ก่อตั้งวงดนตรีเยาวชนนกแล
โน้กแล ก่อคือนกแก้ว เสียงแจ้วแจ้ว.. นั่นแหละคับ
เพราะว่าวิชานี้มันไม่จำเป็นต้องใช้การคำนวณ ไม่ใช้ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ที่ต้องร่างในกระดาษ ลาก Free Body Diagram ไม่ต้องจำสูตรเคมี ไม่ต้องเข้าใจหลักการเมตาบอลิซึม
คนที่มาลงเรียน 30 คนในคอร์สนั้นจึงมีความหลากหลายทางชีวภาพ.. เอ้ย หลากหลายในทุกๆ ด้านคับ
คอร์สนี้ ผมได้เพื่อนใหม่เป็นสรรพากร เป็นแม่บ้านฝรั่ง เป็นคุณป้าปลดเกษียณ เป็นแม่ค้าไก่ทอด เป็นยาม เป็นช่างประปา เป็นสก๊อย เป็นนักเรียนเทคนิค เป็นเหลือบ MLM สารพัด
ตอนแรกก็มีอีโก้คับ ดัดจริตมาก..
กูเรียนมหาลัยประจำภาคนะเว้ย
กูเรียนโรงเรียนเอกชนที่เก่าที่สุดในจังหวัดมานะ
กูเก่งอย่างนั้นอย่างนี้..
เห็นป่าวคับว่า การศึกษาไม่ได้ทำให้จิตใจคนสูงขึ้น
แต่เมื่อคนเราอยู่กันไป ก็เข้าใจว่าความเป็นคนไม่ได้วัดกันที่ตรงนั้น
การศึกษาอาจทำให้มีรายได้มาก แต่ถ้าไม่มีเพื่อนดีดีนะ..
การอยู่คนเดียวในโลกมันคือสิ่งที่น่าสมเพชมากที่สุด
กลับมาึคุยกันต่อกับคอร์สที่เรียนดีกว่า
ผมรู้ตัวดีคับว่า เสียงร้องเพลงของผมมันสะกดคนได้
..หมั่นไส้มะ เขียนมางี้อ่ะ
การขึ้นเวทีซ้อมร้องเพลงแต่ละครั้ง เรียกเสียงปรบมือได้กึกก้อง ไม่ได้เวอร์ อันนี้เรื่องจริง
เพราะก่อนจะขึ้นเวทีได้ผมอยากให้ออกมาดูน่าประทับใจผมเลยต้องซ้อม ซ้อม แล้วก็ซ้อมคับ
อันนี้เป็นหลักทั่วไปของการผลิตงานออกมาทุกอย่างคับ ..พรแสวง 80%
ผมเลยมีแม่ยกกลุ่มเล็กๆเป้นตัวเป็นตนมาตั้งแต่นั้น
แต่แม่ยกนี้ก็เพื่อนร่วมคอร์สนั่นแหละ ไม่มีพวงมาลัยคล้องคอ ไม่มีเงินเอาไว้เหน็บที่นม
ก็ไม่ใช่นักร้องคาเฟ่นี่
ปัจจัยที่ทำให้ผมเป็นที่ชื่นชมตรงนั้นมาจากหลายอย่างคับ
เพราะครูสมเกียรติ์เลือกเพลงให้ด้วย "ท่าฉลอม" ต้นฉบับเดิมก็เป็นแรงส่งให้เกิดความประทับใจอยู่แล้ว
เพราะครูสอนเทคนิคการแสดง ท่าทางต่างๆ
หรือเป็นเพราะแม่ยกตัวแม่ที่คอยชมในทางที่ดี อิอิ
..มันไม่ได้เป็นที่ผมคนเดียวนะคับ
แต่ก็น่าเสียดาย.. มันก็มีอยู่บ้างแหละที่มีคนไม่ชอบ
แต่เราไม่อยากกล่าวถึงคนนั้นนะคับ
เพราะว่าตอนนี้การกระทำของเธอส่งผลทำให้นักเรียนทุกคนบึนปากใส่หมดแล้ว
เล่าแย้มๆ แง้มๆ งึดๆ หน่อยก็ได้..
เพราะว่าเธอเป็นนักเรียนรุ่นพี่น่ะคับ เคยเรียนกับครูเขามาก่อนหลายต่อหลายคอร์ส
เธอจึงร้องเพลงได้เหนือกว่าทุกคน แถมกับอีโก้สูงมาก ดูถูกคนอื่น
ผมก็เคยถูกมองเหยียดๆ เหมือนกัน
แต่ผมแรงกว่า..ไม่แคร์ พร้อมบึนปากใส่
สุดท้ายไม่มีใครอยากคบเธอคับ เธอจึงอัปเปหิตัวเองออกจากสังคมนี้ไป
แถมหาคนสนใจใยดีไม่ได้.. น่าสงสารจัง
พอดีแค้นน่ะ..แต่ยังไง เราก็ไม่อยากพูดถึงเธอหรอกนะ
พอหมดคอร์สขับร้องแล้ว
เกิดความอยากรู้ในวิชาแขนงอื่นๆ เพิ่มเติมคับ เลยลงวิชาคอมพิวเตอร์ดนตรี
วิชานี้ทำให้ผมสามารถมีเพลงเป็นของตัวเองได้
แต่งเอง ร้องเอง อัดเสียงเอง
แต่ทว่า ผมเล่นดนตรีไม่ได้สักชิ้นคับ
เสียงดนตรีทั้งหมดเกิดจากการสั่งให้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สร้างเสียงขึ้นมาคับ
ผมรู้จักคอร์ด C Major ก็คอร์สนี้แหละ
แถมผมได้เพื่อนร่วมคอร์สเป็นครูอนุบาล พนักงานมูลนิธิ นักดนตรีโฟล์คซองร้านอาหาร ดีเจสถานีวิทยุ ผู้อำนวยการโรงเรียนประจำอำเภอ
คอร์สนี้ไม่มีคนเกลียดคับ โชคดีไป
แต่ผมก็เปิดใจรับคนอื่นๆ มานานละนะ ไม่มีอีโก้ชั่วๆ เหมือนแต่ก่อนแล้ว
พอจบคอร์สนี้ (หืดขึ้นคอนะ)
ก็ไปลงการรวมวงต่อเลย
คอร์สนี้มีแต่เด็กๆ มาเรียน เออดีแฮะ ผมยังคบเด็กได้
เป็นการฉุดอายุลงมาหน่อย เดี๋ยวมันจะแก่ไปมากกว่านี้
เด็กสมัยนี้ถคิดอะไรแปลกๆ เนาะ ตามไม่ทัน
บางทีก็โดนเด็กเล่นหัว แต่ผมไม่ถือนะ ใช้วิธีปรามเอา
คอร์สนี้ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนอีกครั้งนึง
ก่อนหน้านี้ผมแต่งเพลงพื้นๆ คับ ไม่ค่อยมีลูกเล่นอะไร เพราะไม่เคยเห็นของจริง
แต่หลังจากผ่านการเห็นของจริง ได้จับ ได้ฟัง ได้ซึมซาบ
เพลงที่ผมแต่งก็มีมิติมากขึ้น.. อิอิ
ของแถมของคอร์สนี้คือ ผมเป็นนักร้องวงร็อคเฉพาะกิจที่สมาชิกแต่ละคนฝีมือระดับแนวหน้าของเชียงใหม่คับ
ถ้านับรุ่นอายุเดียวกันนะ.. แล้วก็ไม่รวมนักร้อง (ผมเอง) นะ
ผมไม่ใช่แนวร็อค แต่เปลี่ยนมาอย่างนี้ก้เป็นการเปิดโลกทรรศน์ทางดนตรีให้กว้างขึ้น
วงนี้เคยไปแข่งอยู่หลายงานคับ
แต่ไม่เคยได้รางวัลซักที เพราะนักร้องมันห่วย
สุดท้ายเลยเปลี่ยนไปเล่นโชว์แทน.. งานใหญ่ที่สุดก็เป็นงานลอยกระทงของจังหวัด
ผมได้วลาอยู่บนเวทีชั่วโมงครึ่ง.. เยอะที่สุดแล้วในชีวิตการเป็นนักร้องของผม
หลังจากนั้นก็เลิกวงคับ เพราะมีสมาชิกไปเรียนที่กรุงเทพ
ผมเลยเปลี่ยนมาร้องโฟล์คซองแทน แนวถนัดของผมเลย
ไปโชว์อยู่หลายที่ทั้งเวทีของ JJ Market, เวทีโชว์ของสารพัดช่าง
ร้องเพลงอยู่ข้างถนนหน้าวิทยาลัย คนผ่านไปวันวันนึงก็หลายพันอยู่แหละ.. แอบปลื้ม
แต่ผมก็ไม่ได้ร้องเพลงไปวันวันนะ
ส่วนใหญ่จะเป็นงานการกุศลคับ เคยไปร้องเพลงเรี่ยไรที่ถนนคนเดินเชียงใหม่
ไม่รู้อะไรเกิดถูกใจเศรษฐีที่เดินผ่านตรงนั้นพอดี..
เค้าควักแบงค์พันให้เลย
มันมากทีเดียวนะ สำหรับวงเปิดหมวก.. ปลื้มใจมากคับ
เงินตรงนี้ผมเอาไปทำกิจกรรมกับโรงเรียนน้องผู้พิการคับ
..บางคนกลัวว่าจะเอาเข้ากระเป๋ารึเปล่า..
ไม่คับ ผมไม่ใ่ช่ขอทาน ผมมาทำกิจกรรมให้ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม
จากการโชว์โฟล์คซอง.. ผมได้เพื่อนมาอีกคนคับ
อันนี้ตอนแรกผมเรียกเค้าว่าอาจารย์ เพราะเค้าสอนวิชารวมวง แต่กลายเป็นว่าสนิทเป็นเพื่อนไปซะละ
ก็ดีคับ.. มีเพื่อนแก่ๆ เพิ่มอีกคนคงไม่เสียหายอะไร 555+
เล่ามาซะยาว.. จะจบแล้ว จะจบแล้ว
จากการเดินทางสายดนตรีของผมน่ะคับ
ผมมีโอกาสได้พบปะผู้คนมากมาย เยอะจริงๆ
บางครั้งผมก็ไม่ได้รู้จักนะ.. เขาถามๆ กันมาเอง
เพราะอย่างนี้.. ก็ตั้งตัวเองให้เป็น Celeb ละกัน อิอิ
ตอนนี้ต้องทิ้งทุกอย่างไว้ที่เชียงใหม่คับ
ทนความอับอายไม่ไหว.. อึ๊ย ไม่ใช่..
ผมเข้ามาทำงานใน กทม. คับ ให้ตรงตามสายที่ผมได้เรียนมา
ไม่งั้นก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์อ่ะดิ
ทั้งหมดนี้ ผมก็ขอขอบคุณประสบการณ์ที่ผมได้พบเจอมานะคับ
ทำให้ผมรู้อะไรมากขึ้นเยอะมาก.. ซึ่งถ้าตอนนั้นผมทนเนิร์ดอยู่ในห้องเรียนอย่างนั้น
ก็ไม่ได้รู้หรอกคับว่า นอกกะลามันมีสีสันขนาดไหน..
edit @ 10 Aug 2009 21:23:30 by Azero