ผู้ลงกระทู้ที่มา autumn whispers
ที่มา http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A8400019/A8400019.html



วู้ดดี้ : มีหลายคนพูดว่าวู้ดดี้ไม่เหมาะสมที่จะสัมภาษณ์พระ ท่านมองว่าอย่างไรครับ
ท่าน ว.วชิรเมธี : ก็คงต้องย้อนกลับไปถามว่าคุณเอาอะไรมาวัดว่าคนอย่างวู้ดดี้ไม่เหมาะที่จะ คุยกับพระ พระอาจารย์มองในเวลานี้ไม่มีใครเหมาะเท่าวู้ดดี้เลยนะ ถ้าวู้ดดี้ไม่มาสัมภาษณ์พระ เกิดมาคุยไม่สมบูรณ์แบบ

วู้ดดี้ : ก้าวร้าว พูดตรง ถามตรง มีความรุนแรงบ้างในวาจา ไม่เหมาะสมกับพระ
ท่าน ว.วชิรเมธี : พระอาจารย์คิดว่าพระไม่ได้หมายความว่าต้องเรียบร้อยแบบผ้าพับไว้ เราไปดูที่เนื้อหาสาระได้มั้ย หลายครั้งที่พระอาจารย์เปิดไปเจอวู้ดดี้สัมภาษณ์ บางทีบางตอนดีกว่าพระบางรูปเทศน์ เพราะฉะนั้นถ้าเราก้าวข้ามรูปลักษณ์ภายนอก เจาะไปที่เนื้อหาสาระก็ไม่มีปัญหาที่วู้ดดี้จะคุยกับพระไม่ได้

วู้ดดี้ : งั้นในวันนี้ผมสามารถที่จะถามพระอาจารย์ได้ทุกเรื่อง
ท่าน ว.วชิรเมธี : ก็แล้วแต่จะถาม แต่พระอาจารย์จะตอบทุกเรื่องหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

วู้ดดี้ : พระอาจารย์บวชตั้งแต่อายุยังน้อย เป็นเณรอายุ 12
ท่าน ว.วชิรเมธี : 13
วู้ดดี้ : แล้วเป็นพระมาตลอดชีวิต ทุกวันนี้ที่ผ่านมาท่านจะเทศน์เรื่องของแฟน เรื่องของชีวิต การมีกิ๊ก การไม่มีกิ๊ก แต่ท่านไม่ได้คุ้นเคยกับทางโลกเลย ท่านสามารถที่จะเข้าใจโลกและเทศน์กลับไปสู่โลกได้อย่างไรในเมื่อท่านอยู่กับ วัดตลอดเวลา

ท่าน ว.วชิรเมธี : เอางี้ วู้ดดี้เคยเห็นคนที่ติดยาเสพติดมั้ย
วู้ดดี้ : เคยเห็นครับ
ท่าน ว.วชิรเมธี : แล้วคุณรู้ได้อย่างไรว่าคนติดยาเสพติดมันอันตรายมาก คุณไม่เคยลองสักนิดนึง
วู้ดดี้ : ก็เห็นผลมัน เห็นว่าเขาไม่ไปโรงเรียน สุดท้ายเขาต้องเข้าโรงพยาบาลและตาย
ท่าน ว.วชิรเมธี : ก็นั่นไง พระอาจารย์ก็ไม่จำเป็นต้องไปลองมีกิ๊ก พระอาจารย์ก็เห็นผลของมันเหมือนกัน พระอาจารย์ก็อนุมานเอาได้

วู้ดดี้ : แต่พระอาจารย์อยู่ในวัด พระอาจารย์ไม่ได้ไปใช้ชีวิตอยู่กับเขา
ท่าน ว.วชิรเมธี : พระอาจารย์อยู่ในวัด แต่ไม่ได้หมายความว่าพระอาจารย์ถูกปิดหูปิดตา ตรงกันข้ามอยู่ในวัดบางทีรู้ดีกว่าชาวโลกด้วยซ้ำไป เพราะชาวโลกเปรียบเสมือนนักมวยที่อยู่บนเวที คุณชกสะเปะสะปะ คุณถูกต่อย คุณถูกน็อก คุณมึนไปหมด คนอยู่ข้างเวทีเห็นชัดที่สุดว่าคุณชกยังไง พระไม่จำเป็นต้องไปตะลุมบอนกับกิเลสเหมือนคุณหรอก แต่พระอยู่ข้างเวที พระรู้ว่ากิเสลมันร้ายแค่ไหน

วู้ดดี้ : งั้นมีกิ๊กผิดมั้ยครับถ้าเต็มใจทั้งคู่
ท่าน ว.วชิรเมธี : เต็มใจทั้งคู่ กิ๊กไม่ใช่ชู้ แต่ถ้าแฟนรู้ต้องเลิกใช่มั้ย นี่นิยามของกิ๊ก

วู้ดดี้ : แต่ถ้าแฟนไม่รู้และทั้งคู่เต็มใจที่จะเป็นกิ๊กกัน
ท่าน ว.วชิรเมธี : ถ้าไม่มีอะไรผิดปกติในระบบความสัมพันธ์แบบนี้ทำไมคุณต้องเลิก คุณก็คบกันต่อไปสิ

วู้ดดี้ : ก็คงรู้สึกผิดไงฮะ
ท่าน ว.วชิรเมธี : ก็นั่นแหละ ถ้ามันรู้สึกผิดก็แสดงว่ามันชอบธรรมมั้ยล่ะ
วู้ดดี้ : ไม่
ท่าน ว.วชิรเมธี : ก็มันไม่ชอบธรรม คำตอบมันอยู่ในตัวอยู่แล้วว่ามันไม่ดี

วู้ดดี้ : งั้นสำหรับผู้ชายบางคนมีภรรยาสองสามคน แล้วภรรยาอยู่บ้านหลังเดียวกัน กินนอนด้วยกันได้ โอเคไม่มีปัญหา เมียคนที่หนึ่งคนที่สองคนที่สามยอมรับซึ่งกันและกัน อย่างนี้ครอบครัวนี้ก็ไม่ถือว่าเป็นการทำบาป
ท่าน ว.วชิรเมธี : กิ๊กหมายถึงความสัมพันธ์ที่ละเมิดจริยธรรมทางเพศ แต่ที่คุณโยมวู้ดดี้เล่ามาน่ะ เขารู้เห็นเป็นใจกันทั้งหมดใช่มั้ย ถูกต้องตามกฎหมายทั้งหมดใช่มั้ย
วู้ดดี้ : ไม่ถูกต้องตามกฎหมายเพราะไม่มีกฎหมายรองรับ
ท่าน ว.วชิรเมธี : แต่เขาบริหารจัดการได้มั้ยล่ะ
วู้ดดี้ : ได้ครับ
ท่าน ว.วชิรเมธี : แล้วภรรยาทั้งสามคนเขายอมรับได้มั้ยล่ะ
วู้ดดี้ : ยอมรับหมดครับ
ท่าน ว.วชิรเมธี : ก็ถ้ารับได้หมดก็ไม่เป็นปัญหา

วู้ดดี้ : ท่าน ว. ตั้งแต่โตขึ้นมาผมสังเกตว่าคนมักจะชวนผมเข้าวัด ไปทำบุญกันเถอะ ไปนั่งสมาธิในวัด ไปไหว้พระแล้วคุณจะมีความสุข แต่ผมเห็นหลายคนเขาไปเพราะเขามีความทุกข์เรื่องเพื่อน เรื่องงาน เรื่องแฟน ชีวิตเป็นทุกข์เลยต้องเข้าไปในวัด แต่ผมเอง ผมมีความรู้สึกว่าผมไม่มีตรงนั้น ผมไม่ได้มีความต้องการที่จะไปไหว้พระ ไม่มีความต้องการที่จะไปเข้าวัด ถามว่าแล้วสุดท้ายวู้ดดี้จะต้องเข้าวัดทำไมล่ะครับพระอาจารย์
ท่าน ว.วชิรเมธี : จริงๆ วัดก็ไม่เคยเรียกร้องให้ใครมาเข้านะ พระอาจารย์ก็ไม่เคยเห็นพระพุทธเจ้าบอกว่ามาเข้าวัดกันเถอะ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมะแล้วพระองค์ก็เดินไป ใครอยากฟังธรรมก็มาฟังเท่านั้นเอง ก็มีแต่เราคนไทยนี่แหละที่บอกว่าเข้าวัดๆๆ

วู้ดดี้ : ต้องไปไหว้วัดนี้อยู่บนภูเขา วัดนี้ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด ต้องบินไปถึงเชียงใหม่ ต้องมาเชียงราย ต้องลงมาภาคใต้ ต้องวัดนี้ โห...สุดยอดมาก อยู่ใต้น้ำ พระธาตุนี้ศักดิ์สิทธิ์มาก คนก็ต้องบินไป แล้วบางทีเราก็คล้อยตามไปด้วย อ๋อเหรอ ถ้าไหว้พระวัดนี้ที่องศาแบบนี้ ไหว้ทิศอย่างนี้แล้วกราบอย่างนี้ คุณจะมีบุญมากกว่าทุกคนในประเทศชาตินี้ จริงหรือเปล่า
ท่าน ว.วชิรเมธี : พระอาจารย์ฟังดูมันยิ่งไม่ใช่ไหว้พระตามแนวพุทธเลยนะ เพราะว่าไหว้พระตามแนวพุทธมันไหว้ที่ใจ ฉุดเข้าวัดนี่ประเสริฐมั้ยล่ะ
วู้ดดี้ : ครับ
ท่าน ว.วชิรเมธี : เพราะฉะนั้นโชคดีขนาดไหนที่มีคนชวนคุณเข้าวัดมาตลอดเวลา คนที่โชคร้ายก็คือ ไป...คืนนี้ไปผับมั้ย คืนนี้ไปอาร์ซีเอมั้ย

วู้ดดี้ : แต่ถ้าไปแล้วไม่ดื่มเหล้าล่ะพระอาจารย์ ไปแล้วมันเต้นแล้วมีความสุข ผมก็มีความสุข มันร้องเพลงไปด้วย แล้วมันได้ปลดปล่อย นั่นมันคือความสุข มันไม่ใช่ความทุกข์ไม่ใช่เหรอพระอาจารย์
ท่าน ว.วชิรเมธี : พระอาจารย์อยากจะบอกว่านั่นเป็นความทุกข์ที่รอเวลาอยู่
วู้ดดี้ : ยังไงครับ
ท่าน ว.วชิรเมธี : ผลไม้ทุกผลมีโอกาสที่จะหล่นมั้ย
วู้ดดี้ : มีครับ
ท่าน ว.วชิรเมธี : คนทุกคนก็เหมือนผลไม้ ขณะที่มันมีความสุขก็มีความทุกข์แฝงอยู่ในนั้นตลอดเวลา แต่ถ้าคนที่ไม่เคยเข้าวัดไม่เคยเรียนธรรมะเลยนะ วันนี้คุณจะสุข พรุ่งนี้คุณจะทุกข์ ชีวิตคุณจะสุขๆ ทุกข์ๆ กระเด็นกระดอน

วู้ดดี้ : เพราะมีอบายมุขล้อมรอบเหรอ
ท่าน ว.วชิรเมธี : คุณมีโอกาสที่จะทุกข์ได้ตลอดเวลา วันนี้ทุกข์ยังไม่มาถึงแต่ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มา ทุกข์ไม่ได้เกิดจากข้างนอก ทุกข์เกิดจากในนี้ เมื่อเรามีความเห็นผิด คิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว ทุกข์อยู่ตรงนั้น นรกก็อยู่ตรงนั้น

ตอนนี้ผมยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องที่ท่านพูดสักเท่า ไหร่นัก ทำไมคนเรามีความสุขแล้วต้องมีทุกข์รออยู่ คิดแบบนั้นก็ไม่ต้องมีกันพอดีสิครับ ผมชักจะหวั่นไหวแล้วล่ะครับว่าวันนี้ผมจะได้อะไรกลับไปหรือเปล่า

เมื่อวู้ดดี้เดินเข้ามาที่ศูนย์วิปัสสนาอาศรมอิสรชน จ.เชียงราย ผมแปลกใจเลยล่ะครับ เพราะจะมีป้ายติดตามต้นไม้เต็มไปหมด ท่าน ว.วชิรเมธีบอกผมว่า เหล่านี้คือต้นไม้พูดได้

วู้ดดี้ : พึงชนะคนชั่วด้วยความดี มีให้อ่านทุกต้น
ท่าน ว.วชิรเมธี : มี คุณโยมเดินไป คุณโยมจะเห็นทุกหนทุกแห่ง อาตมามีความรู้สึกว่าเวลาเดินมาถ้าพระอาจารย์ไม่อยู่ ต้นไม้เทศน์แทนก็ได้
วู้ดดี้ : ผมกลัวมากว่าที่แห่งนี้ห้ามฆ่าสัตว์ แต่มดมันเยอะมาก ถ้าผมเหยียบมดตายผมจะตกนรกมั้ยครับ
ท่าน ว.วชิรเมธี : เจตนาจะเหยียบมีมั้ยล่ะ
วู้ดดี้ : ไม่มี
ท่าน ว.วชิรเมธี : ก็ไม่บาปก็แค่นั้นเอง วัดกันที่เจตนา กรรมไม่มี บาปไม่มีแก่ผู้ไม่เจตนาแค่นั้นเอง
วู้ดดี้ : ขับรถบนไฮเวย์เหยียบ 180 เพราะจะรีบไปหาภรรยาที่กำลังคลอดลูก แต่ดันไปชนคนแก่ตาย ไม่มีเจตนา บาปมั้ยครับ
ท่าน ว.วชิรเมธี : ก็เป็นแค่กิริยาไม่ถือเป็นกรรม แต่อย่าทำบ่อยๆ
วู้ดดี้ : โอเค อันนั้นผมแค่ยกตัวอย่างมันไม่เกี่ยวกับผมนะครับพระอาจารย์
ท่าน ว.วชิรเมธี : เจริญพร



รายการของผมจะเสนอประเด็นหนึ่งอยู่บ่อยๆ ล่ะครับ ผมก็เลยอยากจะรู้ว่าท่าน ว. คิดยังไง

วู้ดดี้ : พระอาจารย์เคยดูหมอดูมั้ยครับ
ท่าน ว.วชิรเมธี : ไม่จำเป็น พระอาจารย์คิดว่าคนที่รู้จักตัวเองไม่มีใครไปหาหมอดู
วู้ดดี้ : พระอาจารย์เชื่อเรื่องหมอดูมั้ยครับ
ท่าน ว.วชิรเมธี : ไม่เชื่อ พระอาจารย์เชื่อกฎแห่งกรรม กฎแห่งการกระทำ กฎที่บอกว่าชีวิตของเราจะเป็นอะไร ยังไง ขึ้นอยู่กับเรา ดีชั่วอยู่ที่ตัวเรา สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว

วู้ดดี้ : แต่บางทีที่หมอดูแม่นมาก พระอาจารย์ จนบางทีทำให้เราหวั่นไหว โอ้โห...มันเป๊ะว่ะ เราจะเอาชนะตรงนี้ได้ยังไง
ท่าน ว.วชิรเมธี : มันก็แล้วแต่เรานะ ถ้าคุณเลือกที่จะเชื่อ หมอดูก็จะมีอิทธิพลกับคุณ ถ้าคุณเลือกที่จะไม่เชื่อ หมอดูก็จะไม่มีอิทธิพลกับคุณ เพราะฉะนั้นมันไม่เป็นปัญหา มันอยู่ที่เรานะ แต่พระอาจารย์พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าพระอาจารย์รังเกียจหมอดู หมอดูก็เป็นศาสตร์แขนงหนึ่ง อาจจะเรียกว่าเป็นสถิติศาสตร์เพราะว่ากว่าที่จะประมวลองค์ความรู้ ประมวลเหตุการณ์ต่างๆ แล้วมาฟันธงให้ใครมันมีที่มาที่ไป พระอาจารย์ก็เคยเรียนวิชานี้ แต่พระอาจารย์ไม่ได้ใช้เท่านั้นเอง ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ว่าหมอดูทายแม่นหรือไม่แม่นนะ ปัญหามันอยู่ที่หมอดูไปทายให้คนที่เต็มใจให้ทายหรือเปล่า ถ้าเขาเต็มใจให้ทาย คุณทายไปเหอะ แต่ถ้าเขาไม่อยากให้คุณดูแล้วคุณดัดจริตไปดูให้เขา คุณละเมิดสิทธิมนุษยชนนะรู้มั้ย

วู้ดดี้ : นี่พระอาจารย์ไม่ได้แขวะใครใช่มั้ยครับ
ท่าน ว.วชิรเมธี : ไม่ได้แขวะเลย พระอาจารย์ไม่ได้พูดถึงใครเลยในประโยคนี้ เป็นประโยคที่ไม่มีประธานไม่มีกรรมมีแต่กิริยาล้วนๆ
วู้ดดี้ : 5555555555

วู้ดดี้ : การห้อยพระเลยดีกว่าฮะ เขาสามารถที่จะทำให้ตัวเขาเองพ้นจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทางอากาศ ทางน้ำได้หมด ต้องหลวงพ่อนี่ หลวงพ่อนั่น คือเต็มไปหมดเลย อันนี้มันจริงมั้ย
ท่าน ว.วชิรเมธี : ก็ถ้ามันจริงอย่างนั้น กฎแห่งกรรมพระพุทธเจ้าก็เป็นหมันน่ะสิ แสดงว่าการห้อยพระไปง้างกฎแห่งกรรม มันมีกฎอีกกฎหนึ่งที่เหนือกฎแห่งกรรมนะเนี่ย คือการห้อยพระแล้วมันไม่เป็นอะไรเลย ถ้ามันจริง ประเทศไทยผลิตพระยี่ห้อนี้ส่งออกนอก แล้วส่งคนไทยไปสงครามโลกเลยนะ เราจะเป็นมหาอำนาจโลก เพราะอะไรทำอะไรเราไม่ได้เลย ไม่ต้องไปวิจัยวิจารณ์อะไรแล้ว เอาพระรุ่นนี้ไป รับรองนะ

วู้ดดี้ : มันบาปมั้ยสำหรับคนทำธุรกิจตรงนี้ คือพิมพ์พระเยอะๆ แล้วก็ต้นทุนอาจจะซัก 5 บาทแต่อัพราคาเป็นค่าเช่ารูปละ 1,500 แล้วก็ได้กำไรเป็นล้าน สุดท้ายเขาช่วยคนไทยจริงมั้ยฮะ
ท่าน ว.วชิรเมธี : บาปไม่บาปมันวัดกันที่เจตนา คุณห้อยพระ คุณปั๊มพระให้คนบูชา คุณอยู่กับพระนะ แต่บางทีคุณอาจจะไม่ได้อยู่กับพุทธ ถามว่ามันทำแล้วดีหรือไม่ดีให้วัดที่เจตนา ถ้าเขามีเจตนาว่าอยากให้พระที่เขาปั๊มออกมาเยอะๆ เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เป็นสัญลักษณ์ของความมีศีลมีธรรมนี้ไม่บาป แต่ถ้าเขาคิดแต่ว่าที่ฉันปั๊มออกมารุ่นนี้แล้วฉันจะรวยเป็นร้อยล้านเป็นพัน ล้าน เขากำลังทำธุรกิจพุทธพาณิชย์ 100% น่าเป็นอย่างนี้ไม่ได้บุญ

วู้ดดี้ : มาพูดถึงเรื่องนี้ดีกว่าครับพระอาจารย์ เรื่องของกรรม ช่วงนี้จะมีคนพูดถึงเยอะมาก แปลกนะทำไมมันกลายเป็น trend เมื่อปีที่ผ่านมา แก้กรรม จนกระทั่งศาสนาพุทธเองหลายๆ วัดผมก็ยังเห็น อ้าว...มาที่วัดนี้แล้วเราจะมาแก้กรรมได้ ชาติที่แล้วคุณมีกรรม ชาตินี้คุณจะต้องแก้แล้วชาติหน้าคุณจะได้ดีขึ้น ถามนะครับว่าตกลงมันจริงมั้ย การแก้กรรมด้วยการตัดกรรม
ท่าน ว.วชิรเมธี : คนไทยนี่ชอบแก้กรรม ก็ทำเหมือนว่าเรากำลังถูกมัดเอาไว้ก็เลยต้องมาแก้ หรือบางทีก็ต้องทำพิธีตัดกรรม ก็เหมือนกันว่ากรรมมันเป็นผ้าผืนหนึ่งหรือยังไง เป็นเชือกเส้นหนึ่งหรือยังไง กรรมก็คือตัวความคิดของเรานั่นเอง ฉะนั้นมันง่ายนิดเดียวนะถ้าจะตัดกรรมก็เปลี่ยนความคิด

วู้ดดี้ : แล้วมันมีกรรมจริงมั้ยครับ โลกใบนี้ มันมีเวรมันมีกรรมมั้ย ถามจริงๆว่ามันมีชาติที่แล้ว ชาตินี้ ชาติหน้า มันมีจริงมั้ย
ท่าน ว.วชิรเมธี : คือตามหลักพุทธมันมี
วู้ดดี้ : แต่มันพิสูจน์ไม่ได้น่ะพระอาจารย์
ท่าน ว.วชิรเมธี : แล้วมันจะเสียหายตรงไหนถ้ามันพิสูจน์ไม่ได้
วู้ดดี้ : วู้ดดี้มีความรู้สึกว่าเวลาคนเราตาย มันก็แค่กลายเป็นผงธุลี แล้วมันก็ลงไปฝังในดินหรือเป็นขี้เถ้า มันจะไปชาติหน้าได้จริงเหรอ มันมีจริงเหรอ
ท่าน ว.วชิรเมธี : มี หลายสิ่งหลายอย่างที่เราเอาเข้าห้องแล๊ปไม่ได้นะ มันก็มีจริงๆ ฉะนั้นเราอย่าไปคิดว่าความจริงมันต้องเป็นความจริงที่พิสูจน์ได้เท่านั้น อย่างความรักก็ดี ความโลภก็ดี ความโกรธก็ดี ความหลงก็ดี อิจฉาตาร้อนก็ดี เอาเข้าห้องแล็ปได้มั้ย
วู้ดดี้ : ไม่ได้
ท่าน ว.วชิรเมธี : แล้วมันมีมั้ย ความรักมีมั้ย ความโลภน่ะมีมั้ย กามารมณ์น่ะมีมั้ย
วู้ดดี้ : เยอะ
ท่าน ว.วชิรเมธี : เอาไปพิสูจน์ได้มั้ยของพวกนี้
วู้ดดี้ : ไม่ได้
ท่าน ว.วชิรเมธี : นั่นสิ แต่มันมี เพราะฉะนั้นชาติหน้าเราก็ไม่ต้องไปคิดว่าพิสูจน์ยังไง พิสูจน์ไม่ได้แล้วมันจะมียังไง

วู้ดดี้ : อาจารย์ไม่เคยเห็นใช่มั้ยฮะ
ท่าน ว.วชิรเมธี : ของพวกนี้เขาไม่เห็นด้วยตา ต้องเห็นด้วยปัญญาสิ ใช่มั้ยล่ะ เพราะฉะนั้นเรื่องพวกนี้คุณจะสงสัยก็ได้ไม่ได้ทำให้พุทธศาสนาสูงขึ้นหรือ ต่ำลง สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่โลกหน้ามีหรือไม่มีนะ มันอยู่ที่ว่าโลกนี้มันมีแล้วคุณใช้ชีวิตในโลกนี้ยังไง

เป็นครั้งแรกน่ะครับที่แขกรับเชิญทำให้ผมอึ้ง เพราะหลายเรื่องที่ผมถามคำถามยากๆ ท่านก็ตอบออกมาได้ง่ายๆ เสียเหลือเกิน แต่ผมก็ยังไม่ได้เห็นด้วยกับท่านทั้งหมดนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชาตินี้ชาติหน้าและอีกหลายเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้ ผมอดคิดไม่ได้นะครับว่ายังไงธรรมะก็ยังเป็นเรื่องที่ห่างไกลจะตัวผมอยู่ดี

ยังมีอีกหลายเรื่องที่ผมสงสัย พุทธศาสนิกชนก็ต้องทำใจหน่อยนะครับ เพราะคำถามที่ผมจะถามนี้อาจทำผมกำลังจะท้าทายท่าน

วู้ดดี้ : ขอพูดถึงพุทธพาณิชย์หน่อยดีกว่า ท่านเคยได้ยินมั้ยฮะ ถ้าบางคนจะบอกว่าพระเดี๋ยวนี้จะเริ่มค้าขายกันมากขึ้น ออกตามทีวี ออกตามรายการต่างๆ ขายหนังสืออะไรมากมาย ท่านเองก็เป็นหนึ่งในนั้น
ท่าน ว.วชิรเมธี : มันจะเป็นพุทธพาณิชย์หรือไม่ มันไปวัดที่เจตนาสิ ถ้าพระอาจารย์เขียนหนังสือขาย มีเงินมีทองร่ำรวยมหาศาลแล้วก็ทำตัวเป็นหลวงเสี่ย พระอาจารย์กำลังทำพุทธพาณิชย์ แต่การเทศน์แต่ละครั้งฟังได้แค่คนเดียวเหมือนวู้ดดี้มาคุยกับพระอาจารย์ที่ เชียงราย ถ้าเราถอดบทสนทนานี้พิมพ์เป็นหนังสืออ่านกันทั่วโลกทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาอะไรก็ได้ คนเปิดหูเปิดตาและเรียนรู้ธรรมะ พระอาจารย์ไม่ได้คิดถึงเงินที่จะได้ คิดถึงแต่ประโยชน์ที่จะได้แก่ชาวโลก อย่างนี้เรียกว่าพาณิชย์ได้มั้ย ไม่ได้ เพราะฉะนั้นจะเป็นพุทธพาณิชย์ก็ต่อเมื่อเรามุ่งไปที่กำไรคือเม็ดเงิน แต่ถ้าเรามุ่งไปที่กำไรคือสติปัญญา คือความเฉลียวฉลาด คือความรู้ คือความหายโง่งมงาย ไม่มีทางเป็นพุทธพาณิชย์

วู้ดดี้ : แล้วส่วนใหญ่กำไรที่ได้จากการตีพิมพ์อะไรต่างๆ หรือว่ากับหลายๆ อย่างที่เราทำ ท่านเอาเงินนั้นไปบริจาคต่อยังไง หรือว่าเอาไปใช้ลงทุนต่อยังไง
ท่าน ว.วชิรเมธี : พระอาจารย์ใช้เป็นทุนการศึกษาทั้งหมด ไม่เชื่อไปดูได้เลย พระอาจารย์สร้างโรงเรียนให้สามเณรที่วัดบ้านเกิดของพระอาจารย์ มีนักเรียนที่รับทุนจากพระอาจารย์ตั้งแต่ต้นจนถึงทุกวันนี้นะ ทั้งพระทั้งเด็กทั้งเยาวชนเป็นพันคน

วู้ดดี้ : อย่างนึงที่ค้างคาใจก็คือเรื่องของเรต เอางี้ดีกว่ามีคนบอกว่าพระเดี๋ยวนี้ออกตามรายการต่างๆหรือว่าจะนิมนต์ไปไหน ต่อไหน ไปสถานที่บางสถานที่ที่พิเศษจะต้องมีเรต เป็นแสนบ้าง เป็นล้านบ้าง วันนี้ผมมาเองยังถามทีมงานเลยว่าคุยกับท่าน ว.วชิรเมธีกี่บาท จริงมั้ยฮะว่ามันเป็นล้านๆ เลยหรือมันยังไง
ท่าน ว.วชิรเมธี : พระอาจารย์คิดว่าคนคิดอย่างนี้ต่ำนะ ไม่ใช่ว่าเรตมันต่ำ คือพระอาจารย์คิดว่า เขาคิดว่าพระเป็นดารา

วู้ดดี้ : ท่านมีสังกัดมั้ยครับ
ท่าน ว.วชิรเมธี : ไม่มี วันก่อนมีคนโทรศัพท์มาหาพระอาจารย์ ขอโทษนะครับต้องขออนุญาตสังกัดพระอาจารย์มั้ย พระอาจารย์บอกว่า โยม...อาตมาเป็นพระนะ ไม่ได้เซ็นสัญญากะค่ายไหนเลยนะ ไม่ใช่ซูเปอร์สตาร์ เพราะฉะนั้นจะมีใครสูงไปกว่าอาตมา อยากนิมนต์อาตมา อาตมาเป็นต้นสังกัดของตัวเอง เวลานิมนต์อย่ามาถามเรต ถามอย่างนี้ถือว่าดูถูกกันมากเลย แต่อาตมาต้องทำความเข้าใจเพราะคนมักจะถาม เพราะฉะนั้นนิมนต์มาเลยนะ ถ้าพระอาจารย์ 1. ว่าง 2. เห็นว่ามีประโยชน์ ได้เจอกันแน่นอน

วู้ดดี้ : มีงานไหนที่ไปแล้วงงมั้ยฮะ แบบว่าเอ๋อเลย มีมั้ยครับ
ท่าน ว.วชิรเมธี : ครั้งหนึ่งพระอาจารย์ไปบรรยายงานแห่งหนึ่งที่โรงแรม ถัดจากพระอาจารย์เขากำลังจะเดินแบบกัน แล้วเขาก็ขี้เกียจตั้งธรรมาสน์ต่างหากก็ให้เทศน์บนแคทวอร์ค
วู้ดดี้ : 555555555 จริงรึเปล่าฮะ
ท่าน ว.วชิรเมธี : จริง...รู้สึกว่าวันนี้มาผิดฝาผิดตัว นางแบบทั้งนั้น
วู้ดดี้ : แล้วท่านก็มายืนกลางแคทวอร์คเหรอครับ
ท่าน ว.วชิรเมธี : ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่สถานที่นะ ถ้าใจคุณพร้อมที่ไหนก็ได้ ไม่เป็นปัญหา

วู้ดดี้ : วัดอยู่ที่ใจใช่มั้ย
ท่าน ว.วชิรเมธี : ถูกต้อง ถ้าคุณเป็นคนดีแล้ว นั่นแหละคุณบรรลุวัตถุประสงค์ของการมีวัด วัดอยู่ในใจคุณแล้ว
วู้ดดี้ : ชีวิตผมทุกวันนี้ต้องเข้าวัดก่อน ชัวร์
ท่าน ว.วชิรเมธี : อาการอย่างนี้มันต้องเข้าแหละ
วู้ดดี้ : ท่านชมใช่มั้ยครับ
ท่าน ว.วชิรเมธี : ชม มั่นใจว่าชม



วู้ดดี้ : วู้ดดี้มี twitter ไว้ล่าสุดเพื่อที่จะมีการโต้ตอบ real time กับคุณผู้ชมทางบ้าน วู้ดดี้ได้ฝากหัวข้อเอาไว้ว่าวู้ดดี้จะได้มีโอกาสเจอกับท่าน ว. ใครอยากจะฝากอะไรไว้บ้างมั้ย ประเด็นหรือว่าคำถาม ปรากฎว่ามีคนตอบมาเป็นหลักร้อย เยอะมาก คำถามน่าสนใจมาก วู้ดดี้ขอคัดออกมาซักคำถามสองคำถามแล้วกันนะครับ มีอยู่คนหนึ่งถามมาว่า เราไม่เคารพพระที่เราไม่ชอบหรือที่ประพฤติมิชอบแต่ยังเป็นพระ บาปมั้ยครับ
ท่าน ว.วชิรเมธี : ก็ไม่บาป คนจะเคารพใครสักคนหนึ่งอย่างน้อยเขาต้องดีกว่าคุณใช่มั้ย ก็ถ้าคุณตระหนักว่าเขาไม่ได้ดีกว่าคุณ คุณไม่เคารพก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร ฉะนั้นเป็นเรื่องปกติ ถ้าไม่มีความดีให้เราเคารพ ท่านก็ไม่ได้รับการเคารพ

วู้ดดี้ : แม้ว่าท่านจะห่มผ้าเหลืองก็ตามที
ท่าน ว.วชิรเมธี : มันก็สมเหตุสมผลอยู่แล้ว ใช่มั้ยล่ะ ตรงกันข้ามถ้าเราไปเคารพในคนที่ไม่ควรเคารพสิ อันนี้จึงบาป

วู้ดดี้ : ถ้าหากให้เอานักการเมือง หรือแกนนำเหลืองแดงมาให้ท่านเทศน์ ท่านจะเทศนาอะไรครับให้เขายอมจับมือกัน
ท่าน ว.วชิรเมธี : หนึ่ง...อยากจะฝากประโยคสั้นๆ ว่าอย่าเห็นแก่ตัวจนไม่เห็นหัวประเทศไทย ประโยคที่สองพระอาจารย์จะบอกว่าต้องยอมถอยเพื่อที่จะก้าวไปข้างหน้า คือถอยนี้ไม่จำเป็นต้องถอยหลังนะ พระอาจารย์คิดว่าเราสามารถถอยไปข้างหน้าได้ ถ้าถอยแล้วทำให้ประเทศชาติของเราราบรื่นแล้วก็เดินต่อไปได้ ก็ขอฝากสองเรื่อง

วู้ดดี้ : ทุกวันนี้คนไทยเกิดอาการจิตตก จิตตกมาก ผมเลยถามว่าคนเราถ้าจิตตกจะมีวิธีแก้ยังไง ผมไปไหนเจอจิตตกๆ
ท่าน ว.วชิรเมธี : จิตตกก็ต้องยกจิตนะ คนส่วนใหญ่จิตตกก็ปล่อยให้ตกใช่มั้ย
วู้ดดี้ : ครับ มันจะยกยังไงฮะ
ท่าน ว.วชิรเมธี : ยกจิตหมายความว่า ต้องออกจากสภาพแวดล้อมอย่างนั้น คุณไปคุยกับคนๆ นี้แล้วมันคุยแต่การเมืองๆๆ จนคุณรู้สึกแย่ไปเลย คุณก็เลิกคุยสิ ไปคุยกับคนอื่น อย่างน้อย 3 ปี 5 ปีใช่มั้ยที่ผ่านมา วู้ดดี้ได้เรียนรู้มั้ย ได้รู้เช่นเห็นชาตินักการเมืองไทยมั้ย นี่คือสิ่งดีมากนะที่นักการเมืองสายพันธุ์นี้ได้มอบให้แก่เรา เขากำลังทำทุกอย่างให้เห็นว่านักการเมืองสายพันธุ์นี้จะเลวได้ถึงที่สุด ขนาดนี้ พอเราเรียนรู้ถึงที่สุดแล้ว เชื่อมั้ย จากนี้ไป 100 ปีข้างหน้า เมืองไทยจะไม่กลับมาตรงนี้อีก

วู้ดดี้ : เพราะว่าคนเรามีความรู้มากขึ้นถูกมั้ย ในการที่จะดูออกว่าคนนี้เป็นคนเลว
ท่าน ว.วชิรเมธี : ถูกต้อง เพราะฉะนั้นถ้ามองโลกในแง่ดี พระอาจารย์กลับรู้สึกว่าวันเวลาช่วงนี้เป็นช่วงที่ดีที่สุดช่วงหนึ่งใน ประวัติศาสตร์ไทย เพราะเราได้เรียนรู้ครั้งใหญ่พร้อมกันทั้งประเทศ ห้องเรียนประชาธิปไตยเปิดให้เราได้ไป take course พร้อมกัน

ท่าน ว. ได้พาผมเดินขึ้นมาถึงยอดเขาของอาศรมแห่งนี้แล้วผมก็ได้พบกับหลวงพ่อยิ้มที่งามที่สุดครับ

วู้ดดี้ : จริงๆ วู้ดดี้มาจากวุฒิธรใช่มั้ย ทีนี้วุฒิชัยชื่อของท่านแปลว่าอะไร
ท่าน ว.วชิรเมธี : วุฒิชัยใช่มั้ย ก็แปลว่าเจริญด้วยชัยชนะ วุฒิธรของคุณโยมคือทรงไว้ซึ่งชัยชนะ เวลาไปเมืองนอกฝรั่งเขาไม่เรียกพระอาจารย์ว่าพระมหาวุฒิชัย เขาออกเสียงไม่ได้ เขาเรียกว่ามาสเตอร์วู้ดดี้
วู้ดดี้ : มาสเตอร์วู้ดดี้
ท่าน ว.วชิรเมธี : เจริญพร ก็พระอาจารย์วู้ดดี้
วู้ดดี้ : โห...ถ้าอย่างนั้น ถ้าเกิดว่าผมไปบวชมั่ง ก็จะมีสองวู้ดดี้สิ
ท่าน ว.วชิรเมธี : 2 ว.
วู้ดดี้ : ก็มี ว.หนึ่ง ว.สอง
ท่าน ว.วชิรเมธี : เจริญพร
วู้ดดี้ : ถ้าผมเป็นพระ ผมโทรหาท่านก็ ว.หนึ่ง นี่ ว.สอง ได้มั้ยครับ
ท่าน ว.วชิรเมธี : ได้
วู้ดดี้ : 55555 น่าจะเป็นอะไรที่ดี

ขึ้นมาทั้งทีก็ต้องไหว้พระขอพร และขออีกหลายอย่างที่ผมจะอยากขอ ซึ่งผมเพิ่งรู้ตอนนี้แหละครับว่า

ท่าน ว.วชิรเมธี : มาหาพระพุทธเจ้าอย่าขอ แต่บอกว่าพระองค์จะเป็นต้นแบบในการดำเนินชีวิตของเรา
วู้ดดี้ : อยากจะได้เงินเยอะๆ วันนี้ขอให้เงินไหลมาเทมา ไม่ใช่
ท่าน ว.วชิรเมธี : ไม่มีทาง พระพุทธเจ้าไม่ได้มีหน้าที่มาหาเงินให้ใคร ท่านมีหน้าที่เป็นแรงบันดาลใจให้เรา พระธรรมทำหน้าที่เป็นแผนที่ให้เรา พระสงฆ์ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้เรา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ถ้านับถือให้ถูกต้อง ต้องเป็นแบบนี้นะ

วู้ดดี้ : ขอให้พ่อแม่พ้นจากทุกข์โศกโรคภัยต่างๆ หรือขอให้ครอบครัวมีความสุข อันนี้ก็ไม่ใช่
ท่าน ว.วชิรเมธี : ถ้าคุณขอให้โลกนี้จะมีคนผิดหวังมั้ย พุทธศาสนาไม่ใช่ศาสนาแห่งการขอ เป็นศาสนาแห่งการลงมือทำ คุณอยากได้อะไรดีๆ คุณทำเหตุให้ดีแล้วผลที่ดีจะตามมา คุณมาขอท่านแต่คุณไม่ได้ทำอะไรให้พ่อให้แม่เลย ท่านจะดีมั้ย

วู้ดดี้ : วู้ดดี้ก็จะบอกว่าผมจะเริ่มจากการเป็นคนดี ผมจะมีสติในการใช้ชีวิต ผมจะดูแลสุขภาพตัวเองให้แข็งแรงเพื่อที่จะได้มีสติในการช่วยเหลือชาวโลก
ท่าน ว.วชิรเมธี : ถูกต้อง เรามาหาพระองค์ท่านเพียงเพื่อขอให้พระองค์ท่านเป็นสักขีพยานให้เรา การลงมือทำเป็นเรื่องของเราทั้งหมด เคยได้ยินมั้ย อัตตาหิ อัตตาโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งของตน


วู้ดดี้ : แสดงว่าตั้งแต่เกิดมาผมเข้าใจผิดมาตลอดเลยว่าเวลาเจอพระคือขอๆๆๆๆ อย่างเดียว
ท่าน ว.วชิรเมธี : ไม่ใช่แล้ว พุทธศาสนาไม่ใช่ศาสนาแห่งการขอ เราเป็นศาสนาแห่งการลงมือทำ ไม่ใช่ให้มาหาแล้วก็ขอๆๆๆ
วู้ดดี้ : แล้ววู้ดดี้ควรจะตั้งจิตแล้วก็อธิษฐานว่ายังไงครับ
ท่าน ว.วชิรเมธี : ตั้งสัตยาธิษฐานว่าวันนี้ข้าพระพุทธเจ้ามาอยู่เบื้องพระพักตร์ของพระองค์ แล้ว พระองค์เป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จด้วยความเพียรพยายามของพระองค์เองฉันใด ข้าพเจ้าจะขอเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จด้วยความเพียรพยายามของข้าพระ พุทธเจ้าฉันนั้นเหมือนกัน นี่เป็นการขอที่ถูกต้องนะ ขอให้ตัวเองได้ทำอย่างที่พระองค์ทำสำเร็จมาแล้ว ไม่ใช่มาขอให้พระองค์มาทำให้เรา

อยู่บนโลกนี้มา 32 ปี เพิ่งรู้วันนี้แหละครับว่าการที่คนเราจะทำอะไรได้หรือจะประสบความาสำเร็จ นั้น คนเดียวที่เราจะต้องพึ่งคือตัวเราเอง

ท่าน ว. พาผมมาที่กุฏิส่วนตัวของท่านด้วยครับ ล้อมรอบไปด้วยธรรมชาติอย่างแท้จริงเพื่อให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม ก็สมกับที่ใครๆ ยกย่องว่าท่านเป็นพระนักปราชญ์ ผมอยากรู้ว่าบุคคลต้นแบบหรือไอดอลของท่านนั้นคือใครครับ
ท่าน ว.วชิรเมธี : แน่นอนที่สุดเบอร์หนึ่ง แล้วไม่มีเบอร์สองด้วยนะ ต้องพระพุทธเจ้า อันนี้ยกไว้เลยนะ เป็นพระถ้าไม่ถือว่าพระพุทธเจ้าเป็นไอดอลก็คงไม่ใช่พระแล้วนะ
ทีนี้ในแง่คนทั่วไป พระคือท่านพุทธทาสภิกขุ เป็นแรงบันดาลใจให้พระอาจารย์ในแง่ของการเป็นพระที่กล้าที่จะคิดนอกกรอบ และมีความกล้าหาญทางจริยธรรมที่จะเทศน์ที่จะสอน ท่านยินดีที่จะพูดความจริงโดยไม่กลัวว่าตัวเองจะต้องตาย
รูปที่สองพระพรหมคุณาภรณ์ ได้เปรียญธรรม 9 ประโยคตั้งแต่ยังเป็นสามเณร มีความแม่นยำในทางพระธรรมวินัยสูงมาก เป็นพระไทยรูปแรกที่ไม่ได้เรียนเมืองนอกแต่มีปัญญาพอที่จะไปสอนอยู่ที่ มหาวิทยาลัยฮาเวิร์ด
สาม หลวงพ่อชา สุภัทโท เพราะพระอาจารย์อยากเจริญรอยตามหลวงพ่อชา สุภัทโท อาศรมอิสรชนจึงเกิดขึ้น มิฉะนั้นพระอาจารย์ไม่มาปลีกวิเวกอยู่ที่นี่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 เพราะพระอาจารย์ฝันที่จะเป็นอย่างท่าน
ต่อไปรูปที่สี่ ท่านดาไลลามะ เป็นพระที่มีชีวิตชีวามาก ความรู้ทางโลกดีมาก ความรู้ทางธรรมดีมาก แล้วเป็นพระที่นำพระพุทธศาสนาไปเผยแผ่ชาวตะวันตกยอมรับ ท่านเป็นพระของวันนี้ที่ร่วมสุขร่วมทุกข์กับชาวโลกแล้วชาวโลกสัมผัสได้
แล้วก็รูปที่ห้า พระเซ็นชาวเวียดนามชื่อท่านติช นัท ฮันห์ เป็นพระวิปัสสนาญาณสายเซ็นที่ได้รับการยอมรับสูง หนึ่งในสองรูปของโลกนี้

วู้ดดี้ : พระพุทธเจ้าบอกว่ากิเลสเป็นตัวทำให้เกิดทุกข์ แต่ถ้าวู้ดดี้เองไม่มีกิเลส เช่น ไม่อยากทำรายการ ไม่อยากมีรถยนต์เพื่อเดินทางมาหาท่าน ไม่อยากขึ้นเครื่องบินมาหาท่าน แล้วเราจะมีวันนี้ได้ยังไงครับท่านอาจารย์ มันต้องมีบ้างไม่ใช่เหรอ
ท่าน ว.วชิรเมธี : คนไทยมักจะเข้าใจผิดนะ แท้ที่จริงถ้าคุณไม่มีความอยากอย่างนี้ คุณก็สามารถทำอะไรดีๆ และยิ่งกว่านี้ได้ ฉะนั้นความอยากจึงมีสองอย่าง 1. อยากเพราะถูกผลักดันโดยตัวกิเลส 2. อยากเพราะถูกผลักดันโดยตัวปัญญา ทีนี้ถ้าปัญญามันผลักดันคุณ มันจะให้คุณมีความรู้สึกอย่างหนึ่ง เช่นอย่างพระอาจารย์อยากแสดงธรรม ปัญญามันพาทำนะ ปัญญามันจะบอกว่าทำเถอะ เพราะว่าธรรมะช่วยเปิดหูเปิดตาให้คนพ้นทุกข์ ทีนี้ถ้าความอยากคือกิเลสมันพาทำนะ ทำเถอะไปออกทีวีเถอะแล้วท่านจะดัง

วู้ดดี้ : ถ้าวู้ดดี้อยากจะเป็นนายก วู้ดดี้จะ manage กิเลสยังไงฮะ
ท่าน ว.วชิรเมธี : ก็ต้องถามดูว่า คุณอยากจะเป็นนายกเพื่ออะไร
วู้ดดี้ : เพื่อเปลี่ยนประเทศนี้ให้มันดีขึ้น
ท่าน ว.วชิรเมธี : ถ้าอย่างนี้นะ คุณไม่ได้ทำเพราะกิเลส คุณทำเพราะปัญญาเป็นความอยากที่ถูกต้อง
วู้ดดี้ : ถ้าผมอยากจะเป็นนายกเพราะผมอยากจะโกงกินประเทศนี้ อยากเอาเงินเก็บเข้ากระเป๋าตัวเองให้ครอบครัวเรารวย
ท่าน ว.วชิรเมธี : อันนี้คุณทำเพราะตัณหา แสดงว่าคุณเป็นนายกที่มีโอกาสจะเป็นทรราชย์สูงมาก

วู้ดดี้ : ถ้าผมอยากจะเป็นนายกเพราะว่ามีคนแบ๊คแล้วก็สั่งให้ผมต้องเป็นนายก
ท่าน ว.วชิรเมธี : อันนี้คุณทำเพราะตัณหา คุณเป็นตัวแทนของกิเลส หัวหน้าพรรคของคุณคือกิเลสไม่ใช่ปัญญา เพราะฉะนั้นวัดได้หรือยังว่าความอยากมันมีสองอย่าง อยากทำอะไรดีๆ เพราะมีปัญญาเป็นความอยากที่ถูกต้อง อยากทำอะไรดีๆ เพราะมีตัณหาเป็นความอยากที่ไม่ถูกต้อง ฉะนั้นวันหนึ่งคุณโยมทำรายการนะ แต่คุณโยมมีเงินมากแล้วมีชื่อเสียงมากพอแล้ว คุณอยากจะให้แต่สาระประโยชน์แก่คนไทยล้วนๆ นี่แหละความอยากของคน เป็นความอยากที่ถูกต้อง

วู้ดดี้ : ตอนนี้คนไทยทั้งประเทศมีความทุกข์เยอะ บางทีหาทางไม่ได้ก็ฆ่าตัวตาย วู้ดดี้ออยากจะให้คนที่ดูอยู่และมีความรู้สึกแบบนั้น ได้มีโอกาสในการคิด อยากจะให้พระอาจารย์ช่วยให้เขามีสติหน่อย
ท่าน ว.วชิรเมธี : พระอาจารย์อยากให้เขาลุกขึ้นมา เดินออกจากสภาพแวดล้อมอย่างนั้น แค่คุณเดินออกไปพลังงานด้านลบก็จะหายไปจากตัวคุณแล้ว ถ้าคุณมีแนวโน้มกำลังจะฆ่าตัวตาย คุณพูดให้เพื่อนฟังนะ โทรศัพท์ไปหาเพื่อน เพื่อนจับสัญญาณได้ เพื่อนจะได้ช่วยคุณได้

วู้ดดี้ : ถ้าคนที่ไม่มีเพื่อนล่ะครับ ไม่มีเพื่อนไม่มีครอบครัว อยู่คนเดียวล่ะ
ท่าน ว.วชิรเมธี : คุณก็สร้างขึ้นมาใหม่ให้มันมีได้นี่ เปิดโทรทัศน์ก็ได้ ไปหาเทปธรรมะมาฟังก็ได้ เพื่อนมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ขึ้นอยู่แต่ว่าคุณเปิดหูเปิดตาเปิดใจหรือเปล่า เคยได้ยินคำนี้มั้ย โลกของวู้ดดี้ต้องไม่เคยได้ยินอะไรอย่างนี้แน่ๆ “กัลยาณมิตร” อีกคำหนึ่ง good friend เพื่อนแท้ แต่คนไทยไม่ชอบหรือบางทีไม่ให้ความสำคัญกับกัลยาณมิตรนะ บางทีเราไม่รู้จักด้วยซ้ำ เรามีสิ่งหนึ่งมากเกินไปนั่นคือ ปาปมิตร เพื่อนชั่ว เพื่อนเลว ชวนกันไปกิน ชวนกันไปเที่ยว
วู้ดดี้ : สนุกมาก
ท่าน ว.วชิรเมธี : ชวนกันไปเล่น
วู้ดดี้ : โห...มันมันส์
ท่าน ว.วชิรเมธี : ชวนกันไปเมา
วู้ดดี้ : สนุกเลย
ท่าน ว.วชิรเมธี : ปาปมิตรทั้งหมด เขาเรียกเพื่อนชั่ว คบแล้วต่ำลงๆๆๆ บางทีหน้าตาดีแต่ใจต่ำ



คำถามสุดท้ายที่ผมจะถามท่าน ว.วชิรเมธี เป็นคำถามที่หลายคนบอกว่า เราไม่ควรถามพระ แต่ผมเชื่อว่าท่านมีคำตอบครับ

วู้ดดี้ : ท่านเป็นเพศชายแน่นอน ท่านเข้ามาอยู่ในโลกของธรรมะ ท่านสามารถระงับอารมณ์ทางเพศได้อย่างไร
ท่าน ว.วชิรเมธี : เรื่องแบบนี้มันอยู่ที่เรา จะไปให้ความสำคัญกับมันมากหรือน้อย คนทุกคนมีนะ อารมณ์ทุกอย่างที่มีในปุถุชนก็มีในพระทั้งหมด แต่พระเราจะถูกสอนให้เรียนรู้ที่จะไม่ต่อยอดสิ่งเหล่านี้

วู้ดดี้ : แสดงว่าเวลาเกิดกำหนัดเราก็แค่ไม่ต่อยอด...จบ
ท่าน ว.วชิรเมธี : เราก็เดินหนี แค่นั้นเอง กามารมณ์เกิดจากความคิด
วู้ดดี้ : งั้นเวลาสมมติว่าท่านท่องเน็ต แล้วดันเผอิญไปคลิกผิดแล้วมีไซต์โป๊ขึ้นมา เคยมีมั้ยฮะ
ท่าน ว.วชิรเมธี : มันแย่มากเพราะอาตมาไม่ไปท่องเว็บที่ไร้สาระแบบนั้นอยู่แล้ว แต่ถ้ามันเข้ามาก็ไม่เป็นปัญหาถ้าเราไม่ต่อยอด แต่พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ชัดแล้วหลังตรัสรู้ว่ากามารมณ์ก็คือความคิด ถ้าคุณไม่คิด ความรู้สึกเชิงกามารมณ์ไม่เคยมีตัวตน

วู้ดดี้ : มนุษย์เราต้องมีเพศสัมพันธ์ใช่มั้ยฮะ มันก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นความสุขทางโลก ถ้าไม่มีเพศสัมพันธ์ก็ไม่มีเราทุกวันนี้ เราจะอธิบายได้ยังไง เราจะแยกแยะได้ยังไง ไม่งั้นโลกทั้งโลกใบนี้ ผู้ชายทุกคนก็ควรต้องเป็นพระสิครับ
ท่าน ว.วชิรเมธี : ไม่มีใครพูดอย่างนั้น พระพุทธเจ้าก็ไม่พูดอย่างนั้น เรามักจะคิดว่าความสุขที่เข้มข้นที่สุด ถึงอกถึงใจที่สุดคือความสุขเชิงกามารมณ์ใช่มั้ย หยิบจับสัมผัสได้ แต่คุณลืมไปว่าความสุขมันเป็นขั้นบันไดนะ แต่มนุษย์ติดอยู่บันไดขั้นแรกคือสุขจากกามารมณ์แล้วก็คิดว่าถึงที่สุดแล้ว หลวงพ่อไม่เท่าฉันหรอกน่า ไอ้พวกนี้มันอยู่ในมูตรในคูถแล้วมีความสุขที่สุด แล้วมันไปสงสารคนอื่นที่ไม่มีความสุขเหมือนตัวเอง คิดว่าความสุขจากกามารมณ์เป็นสุขที่วิเศษที่สุด หลวงพ่อหลวงพี่ทั้งหลายไม่มีโอกาส สู้เราไม่ได้

วู้ดดี้ : เราถึงจุดสุดยอดแต่พระไม่ถึง
ท่าน ว.วชิรเมธี : ใช่ เราลืมไปว่าจุดสุดยอดไม่ได้หมายความว่ามันจะต้องเกิดจากกามารมณ์เท่านั้น มันอาจจะเป็น Spiritual Orgasm ก็ได้
วู้ดดี้ : มันมี Orgasm หลายแบบ
ท่าน ว.วชิรเมธี : ใช่ ทำไมคุณไปคิดว่ามันมีแค่ไหนล่ะ

วู้ดดี้ : งั้นความสุขทางโลกของเราจริงๆ แล้วในหลักของพระพุทธศาสนามันไม่ใช่อย่างนั้นเลยใช่มั้ย
ท่าน ว.วชิรเมธี : คือความสุขที่มนุษย์บอกว่าสุขที่ถึงที่สุดแล้วก็ทุกข์ถึงที่สุดก็เพราะความ สุขชนิดนี้ คือสุขเพราะกามารมณ์ พระอาจารย์อยากจะบอกว่ามันเป็นแค่ความสุขขั้นต่ำที่สุด จุดสุดยอดในวงการพุทธศาสนาคือการเป็นพระอรหันต์ การบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณเหมือนที่พระพุทธเจ้าบรรลุ พอเราไปถึงที่สุดทุกข์เราบรรลุมรรคผล เราวิวัฒนาการถึงจุดสูงสุดแห่งความเป็นมนุษย์ มีความสุขตลอดกาล ยังมีขั้นที่สองนะ ปัญญาสุข สุขจากการแสวงหาปัญญา

วู้ดดี้ : แล้วขั้นต่อไปล่ะครับ
ท่าน ว.วชิรเมธี : ขั้นที่สาม สมาธิสุข สุขจากการที่หลับตานั่งนิ่งๆ ตามดูลมหายใจ พอจิตสงบร่างกายก็สดชื่นเบิกบานหลั่งสารเอนโดฟินซึ่งเป็นสารแห่งความสุขออก มานะ เท่านั้นแหละวู้ดดี้จะรู้สึกว่ามันชุ่มเย็นมันเบิกบานทั้งเนื้อทั้งตัว พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ว่า เวลาสารแห่งความสุขหลั่งออกมา ไม่มีตรงไหนตั้งแต่หัวจรดเท้าที่รังสีแห่งความสุขแผ่ไปไม่ถึง นี่เรียกว่าสมาธิสุข วันหลังลองนั่งสมาธินานๆ ซักครั้งละครึ่งชั่วโมง แล้ววู้ดดี้จะเห็นว่าสุขจากกามารมณ์ที่ตัวเองเคยผ่านพบมันเป็นแค่อะไรที่ เล็กที่สุด ต่ำต้อยที่สุด แล้วเธอจะหันไปมองความสุขชนิดนั้นเหมือนคนที่ถ่มน้ำลายทิ้งแล้วไม่เสียหาย เลย แล้วคุณจะรู้ว่าคุณไปหลงอยู่ตรงนั้นเสียตั้งนาน สุขที่สูงกว่านั้นยังมีอยู่ทำไมไม่มอง บางครั้งมาดูถูกด้วยนะ นี่แค่ขั้นที่สามเองนะ สมาธิสุขจนน้ำหูน้ำตาไหล นี่ขั้นที่สาม สุขที่สี่ สุขสุดท้ายที่ปลายทางชีวิตมนุษย์ทุกคนควรไปให้ถึง นิพพานสุข เป็นความสุขที่เราเป็นอิสระจากกิเลสอย่างสิ้นเชิง

ตั้งแต่ผมเกิดมา ผมไม่เคยเสียน้ำตาแต่มีความสุขมากขนาดนี้ครับ อาจเป็นเพราะว่าผมได้คำตอบแล้วในที่สุด สุดท้ายเรื่องที่ผมคิดว่าไกลตัวผมมากกลับกลายเป็นสิ่งที่ใกล้มากกว่าที่คุณ คิด เพราะทั้งหมดคือเรื่องของใจและตัวเราเอง และแล้วแขกรับเชิญที่ผมคิดว่าไม่ใช่มากที่สุดกลับกลายเป็นแขกที่ใช่ที่สุด สำหรับผม

edit @ 6 Oct 2009 23:46:16 by Azero

เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ผู้เขียนจาริกปฏิบัติศาสนกิจในฐานะพระธรรมทูตอยู่ที่มหานครนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา วันหนึ่งหลังจบการเสวนาธรรม สตรีสูงอายุคนหนึ่งขอโอกาสเข้ามานั่งคุยกับผู้เขียน ระหว่างการสนทนา ผู้เขียนสังเกตเห็นว่า น้ำตาเธอคลอหน่วย เมื่อสอบถามถึงสาเหตุเธอจึงตอบว่า ที่น้ำตาคลอหน่วย เพราะรู้สึกดีใจที่ได้มาฟังธรรม แต่พร้อมกันนั้นก็เสียใจจนสะเทือนใจ ที่สะเทือนใจก็เพราะเธอรู้สึกว่า ตนเองได้พบกับธรรมะเมื่ออายุมากแล้ว จึงรู้สึกเสียดายวันเวลาที่ผ่านมา เธอเล่าว่า

"ชีวิตของคนเราก็เหมือนกับเส้นด้าย ที่ถูกดึงออกมาจากหลอดด้ายทีละนิดๆ ขณะที่ดึงด้ายออกมาจากหลอดด้ายนั้น บางทีเราก็รู้สึกกระหยิ่มว่า ยังมีด้ายเหลืออยู่อีกมากมาย จึงชะล่าใจจึงด้ายออกมาใช้อย่างฟุ่มเฟือย เพื่อที่จะพบว่า แท้ที่จริงแล้ว มีด้ายอยู่เพียงนิดเดียว เย็บผ้าได้เพียงนิดหน่อยก็หมด หากแต่ที่เราเห็นว่า ยังคงมีด้ายเหลืออยู่เยอะแยะนั่นเป็นเพราะว่า แกนด้ายมันใหญ่ต่างหาก...แกนด้ายมันหลอกตาให้เราพลอยชะล่าใจ..."

พลันที่เธอเล่าจบ ผู้เขียนก็รู้สึกสว่างโพลงขึ้นมาในใจ ผู้หญิงคนนี้ เธอไม่ได้มาฟังเทศน์เสียแล้ว แต่เธอมาเทศน์ต่างหาก
เธอกำลังเทศน์เรื่อง "ความสำคัญของเวลา" และ "คุณค่าของชีวิต"

เคยได้ยินคำพูดในทำนองนี้บ่อยๆ ว่า เรามีเวลา ๒๔ ชั่วโมงต่อหนึ่งวันเท่ากัน ทว่าเราได้ประโยชน์จากเวลาไม่เคยเท่ากัน
สำหรับบางคนเวลา ๒๔ ชั่วโมงช่างแสนสั้น แต่สำหรับบางคน ๒๔ ชั่วโมง ช่างเป็นเวลายาวนานเหลือแสน

ผู้หญิงคนนี้เธอบอกว่า เธอเสียดายที่มีเวลาเหลืออีกไม่มาก อยากจะปฏิบัติธรรมให้ถึงที่สุดก็เกรงว่าเวลาจะมีไม่พอ

ผู้ เขียนจึงบอกว่า การปฏิบัติธรรมนั้นไม่สำคัญที่เวลา แต่สำคัญที่ "ปัญญา" สำหรับคนมีปัญญากล้าแข็ง อย่าว่าเป็นวันเลย บางที นาทีเดียวก็บรรลุธรรมได้ สำหรับคนเขลา ต่อให้ภาวนาทั้งชีวิต บางทีก็ยังไม่เห็นผล คนที่อยู่ในวัยสนธยา จึงไม่ควรน้อยใจว่า เรามีเวลาไม่พอ แต่ควรจะบอกตัวเองว่า เรายัง "พอมีเวลา" ต่างหาก

แต่คนที่คิด ว่าเรายัง "พอมีเวลา" ก็ต้องระวังด้วยเหมือนกัน เพราะบางทีการคิดด้วยท่าทีที่เป็นบวกอย่างนี้ ก็ทำให้ประมาท และเป็นเหตุให้พลาดโอกาสที่จะเร่งรัดทำสิ่งดีๆ

ดังนั้น นอกจากจะคิดว่ายังพอมีเวลาแล้ว ก็ควรจะคิดเพิ่มอีกอย่างหนึ่งว่า "วันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต" ด้วย เพราะหากเราคิดว่า วันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต เราจะเริ่มคิดถึงสิ่งที่ต้องทำแข่งกับเวลา และนั่นจะทำให้เวลา กลายเป็นสิ่งที่มีค่าสูงสุดของชีวิตได้ในทุกๆ วัน

เราเคยได้ยินพระท่านสอนอยู่บ่อยๆ ว่า การฆ่าสัตว์เป็นบาป แต่ผู้เขียนอยากบอกว่า การฆ่าเวลาต่างหากที่เป็นบาปมหันต์ยิ่งกว่า เพราะเมื่อคุณฆ่าสัตว์ หากสำนึกได้ คุณก็อาจจะไปหาสัตว์มาปล่อยเอาบุญ แต่หากคุณฆ่าเวลาด้วยวิธีใดก็ตาม ถึงแม้คุณจะสำนึกผิด กลับมาเห็นคุณค่าของเวลา ทว่าก็ไม่สามารถย้อนเวลาที่ผ่านไปแล้วให้หวนคืนกลับมาได้อีก เราทุกคนต่างก็มีเวลาที่ไม่อาจรีไซเคิล ไม่ว่าคุณจะมีเงินมหาศาลสักกี่ล้านล้านดอลล่าร์ก็ตามที สำหรับเวลานั้น ผ่านแล้ว ผ่านเลยนิรันดร์

ครั้งหนึ่งลีโอ ตอลสตอย เคยเขียนปริศนาธรรมไว้ว่า
"ใคร คือ คนสำคัญที่สุด
งานใด คือ งานที่สำคัญที่สุด
เวลาใด คือ เวลาที่ดีที่สุด"

ตอลสตอยตั้งคำถามนี้ผ่านเรื่องสั้นเรื่องหนึ่ง และในที่สุดก็เฉลยว่า

"คนสำคัญที่สุด ก็คือ คนที่อยู่เบื้องหน้าเรา
งานสำคัญที่สุด ก็คือ งานที่เรากำลังทำอยู่ในขณะนี้
เวลาที่ดีที่สุด ก็คือ เวลาปัจจุบันขณะ"

ทำไม คนที่อยู่เบื้องหน้าเราจึงสำคัญที่สุด คำตอบก็คือ อาจเป็นไปได้ว่า ในชั่วชีวิตอันแสนสั้นนี้ เรากับเขาอาจมีโอกาสพบกันได้เพียงครั้งเดียว ดังนั้น เราจึงควรทำให้การพบกันทุกครั้ง เป็นเหมือนการเฉลิมฉลองอันแสนวิเศษที่ต่างฝ่ายต่างควรสร้างความทรงจำแสนงาม ไว้ให้แก่กันและกันตลอดไป


เราต้องไม่ลืมว่า มนุษย์นั้น รู้เกลียดยาวนานกว่ารู้รัก
หาก การพบกันครั้งแรกนำมาซึ่งความรัก และหากเป็นการพบกันเพียงครั้งเดียวของชีวิตในอนันตจักรวาล นั่นก็นับว่า เป็นสิ่งที่คุ้มค่าที่สุดแล้วสำหรับการปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนสองคน

ทำไม งานที่เรากำลังทำอยู่ขณะนี้ จึงเป็นงานสำคัญที่สุด คำตอบก็คือ เพราะทันทีที่คุณปล่อยให้งานหลุดจากมือคุณไป งานก็จะกลายเป็นของสาธารณ์ หากคุณทำงานดี มันก็คือ อนุสาวรีย์แห่งชีวิต และหากคุณทำงานไม่ดี มันก็คือ ความ [^_^] แห่งชีวิต


ตอนแรกคุณเป็นผู้สร้างงาน แต่เมื่อปล่อยงานหลุดจากมือไปแล้ว งานมันจะเป็นผู้ย้อนกลับมาสร้างคุณ

ทำไม เวลาที่ดีที่สุด จึงควรเป็นปัจจุบันขณะ คำตอบก็คือ เพราะเวลาทุกวินาทีจะไหลผ่านชีวิตเราเพียงครั้งเดียว ไม่ว่าคุณจะหวงแหนเวลาขนาดไหน มีเงินมากเพียงไร ก็ไม่มีใครสามารถรื้อฟื้นเวลาที่ล่วงไปแล้วให้คืนกลับมาได้

ทุก ครั้งที่เวลาไหลผ่านเราไป หากเราไม่ใช้เวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุด ชีวิตของคุณก็พร่องไปแล้วจากปวงประโยชน์มากมายที่คุณควรได้จากห้วงเวลา

เวลา ไม่มีตัวตน แต่หากเรามีปัญญา ก็สามารถสร้างคุณค่าที่เป็นรูปธรรมจากเวลาได้อเนกอนันต์ คน - - แม้มีตัวตนเห็นกันอยู่ชัดๆ แต่หากปฏิบัติไม่ถูกต่อเวลา ถึงมีตัวตนเป็นคนอยู่แท้ๆ แต่ชีวิตก็อาจว่างเปล่ายิ่งกว่าเวลา

ทุก วันนี้ เราทุกคนกำลังสาวด้ายแห่งเวลาในชีวิตออกมาใช้กันอยู่ทุกขณะจิต เคยคิดกันบ้างหรือไม่ว่า เส้นดายแห่งเวลาในชีวิตของเราเหลือกันอยู่สักกี่มากน้อย เราถนัดแต่สาวด้ายออกมาใช้ หรือว่าเราใช้เส้นดายแห่งเวลาอย่างมีคุณค่าที่สุดแล้ว?

ที่มา http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A8401754/A8401754.html

edit @ 6 Oct 2009 22:15:01 by Azero

ที่ทำงานผมอยู่ตรงข้ามเรือนจำคลองเปรมคับ ส่วนที่พักก็อยู่ติดกัน มีรั้วเดียวกับที่ทำงาน
ทุกคืนเลยติดนิสัยนอนดึกคับ ถ้ายังไม่ตีสาม ก็หลับตาไม่ลง
เพื่อที่จะได้ตื่นเช้า..ไม่สิ ตื่นมา อาบน้ำ แล้วเดินออกไปทำงานเลย

นาฬิกาปลุกที่หอบมาจากเชียงใหม่ ก็เหลือแต่ขาล่ะคับ เดินได้อย่างเดียว แต่กลายเป็นใบ้ซะแล้ว
ของใช้นานไปมันก็เสื่อมไปตามกาลเวลา
ก็เลยต้องอาศัยตั้งเวลาปลุกจากมือถือแทน เวลาปลุกก็เริ่มที่ 07:15 / 07:45 / 08.00 / 08.10
คือถ้าไม่ถึงเม็ดสุดท้าย ก็คงไม่ลุกออกจากเตียง
ออกแนวขี้เกียจตัวเป็นขนซะงั้น

Ringtone ของผมมันไม่เหมือนใครหรอกคับ
ด้วยความคันแล้ว ผมอัดเสียงตัวเองร้องเพลง แล้วเอามาใส่ในโทรศัพท์
พอสิ้นเสียงตัวเองร้องเพลงจบ.. ก็เป็นช่วงเวลาแห่งความเวิ่นเว้อ
คือมันจะมี Depletion period หลังตื่นนอนน่ะคับ
เป็นช่วงที่สมองเริ่มสั่งการ รวบรวมความคิดต่างๆ และเป็นช่วงที่ทำตาปรือๆ เนื่องจากนอนไม่เต็มอิ่ม

ถ้ามีการแข่งขันชิงแชมป์แปรงฟัน ผมคงเป็นตัวเต็งระดับต้นๆ
ปากไม่เปื่อยนี้ คงไม่หยุดสีฟัน แต่ก็แปรงไปอยู่ที่เดิม
ทุกๆ ปีไปหาหมอฟัน หมอฟันก็รับค่าอุดฟันผุไปทุกที

เป็นความสามารถเฉพาะตัวอีกอย่างนึงที่ตอนสีฟันไป แล้วก็ยังอาบน้ำไปพร้อมกันได้
เสร็จแล้วก็ออกมาแต่งตัว.. พร้อมออกไปทำงาน

ผมเดินมาถึงที่ทำงานด้วยสภาพง่วงเงียบๆ ทุกวันคับ
คือง่วงนะ แต่ไม่แสดงออก
มีเวลาเหลืออีกนิดหน่อยในการนั่งพักสายตา ทำสมาธิ พร้อมสัปหงกไปในคราวเดียวกัน
ถือว่าเป็นการเริ่มการทำงานที่สวยงามที่สุดในแต่ละวัน..

ที่ทำงานผมโหดนิดนึงคับ เริ่มงานก็เท่าๆ กับบริษัทอื่น
แต่เลิกก็ตอนไม่เห็นตะวันบนฟ้าแล้ว
บางวันเลทไปถึง 2-3 ทุ่มก็มี
ไม่รู้ว่าเจ้านายเค้ากลัวลูกน้องดำรึไง แสงแดดนี้แทบไม่ได้ต้องตัวเลย

มีคราวนึงที่เราได้เลิกเร็วหน่อย
พี่ที่ทำงานบ้ายอยู่มีนบุรี เค้าขับรถมาทำงานก็ดีใจที่จะได้กลับบ้านเร็วหน่อย..
วันรุ่งขึ้น เค้าก็บอกว่า..เลิกเร็วก็ถึงบ้านเวลาเดิม
เออ กรุงเทพรถมันติดนี่เนาะ

แต่มันก็จะเหนื่อยแค่ช่วงเวลานี้แหละ
เพราะยังเป็นช่วงที่เพิ่งเริ่มโปรเจคท์
ในอนาคตอาจจะสนุกกว่านี้ เพราะต้องออกตระเวณไปทั่วประเทศ
เพราะระบบที่ผมดูแลอยู่นี้ จะต้องกระจายไปตามศูนย์ต่างๆ
จะต้องมีการเดินทางไปอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่ว่าจะเป็นหน้าที่ใครก็ค่อยว่ากัน

แต่บอกอะไรมากไม่ได้คับ.. มันเป็นข้อมูลความมั่นคงของชาติ อิอิ..

การนอนตื่นสายไม่ใช่สิ่งที่ดีหรอกคับ
คุณจะต้องกระเสือกกระสนเข้างานให้ทันเวลา
การตื่นเช้าทำให้คุณไม่ต้องเผชิญกับความเร่งรีบ
มีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น และมีเวลาจัดระเบียบช่วงเวลาของวันได้ดียิ่งขึ้น

แต่กว่าจะตื่นเช้าได้นั้น ก็ต้องนอนให้เร็วขึ้นด้วย
ไม่งั้นคงได้นั่งสัปหงกให้เจ้านายได้มองลอดแว่นได้ทุกวัน
นอนน้อยก็ยังส่งผลต่อสุขภาพด้วย..
ร่างกายจะอ่อนแอลง เสี่ยงต่อการเป็นหวัด

เคยมั้ยคับที่พักผ่อนน้อยแล้วจะเริ่มเป็นร้อนใน
เจ็บคอ ปากเป็นแผล..
อาการร้อนในเป็นสัญญาณที่บอกว่า เฮ้ย ร่างกายแกเริ่มอ่อนแอแล้วจะเฟ้ย!
ไม่ดูแลรักษาตัวเองคงได้เป็นไข้แน่ๆ

ยิ่งเดี๋ยวนี้มีโรคแปลกๆ เกิดระบาดขึ้นมาอีก
อันนี้ก็น่ากลัวอยู่แล้ว..

ผมไม่ใช่ Hi-so นะคับ ไม่ได้มีเชื้อเจ้า
ไม่ใช่นักการเมืองท้องถิ่น
ไม่ได้มีอำนาจวาสนามากมายอะไร..
..แต่คนรู้จักเยอะแค่นั้นเอง

บ้านเกิดผมอยู่เชียงใหม่คับ ป๊ากับแม่ผมทำอาชีพที่ต้องพบปะผู้คนมากมาย
ตอนเด็กๆ ไปไหนมาไหน ป๊ากับแม่ก็หนีบลูกๆ ไปด้วย
ก็กลายเป็นว่า ผมเป็นที่รู้จักของคนเยอะอยู่เหมือนกัน

ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ตอนที่รับปริญญา ตามธรรมเนียมทั่วไปแล้วก็ต้องมีเลี้ยงสังสรรค์กัน
ด้วยความที่สถานที่ที่บ้านมันไม่อำนวย ก็เลยไปจัดกันที่ีโรงแรมเลยดีกว่า
ปรากฏว่าแขกงานผมเยอะกว่าคนที่มางานแต่งของห้องจัดเลี้ยงข้างๆ ซะอีก
นึกอยู่เลยว่ากุจัดงานแต่งเลยเหรอวะเนี่ยะ อิอิ..
ไหงมีเจ้าบ่าวยืนคนเดียวทั้งงานอ่ะวะ

แต่ก็ไม่เถียงคับ มีคนรักเท่าผืนหนัง คนชังคนหมั่นไส้ก็มีเหมือนกัน
แล้วก็ไม่น้อยด้วย..แต่ผมก็ไม่ใช่ดารานะ

คนที่รักมาจากไหน?
นั่นดิ.. ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ผมก็นึกเสมอว่า ผมค่อนข้างจะจริงใจนะ
แม้ในบางโอกาสจะเป็นยาพิษเคลือบขนมหวานอยู่บ้าง..

ผมมีความปรารถนาดีให้คนที่เขาต้องการรับเสมอคับ
คือดีมา เราก็พยายามดีกลับคับ มันก็ควรจะเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว
เอาใจใส่กับคนที่อยู่รอบข้าง มันไม่ยากหรอกที่จะทำ

Unfortunately, คนที่เกลียดขี้หน้าผม มันก็มีอยู่แหงมๆ แหละ
ก็เข้าใจนะว่าตัวผมเอง ค่อนข้างเปิดเผย (ในบางมุม) พูดตรง
ผิดก็ว่ากันไปตรงๆ แต่ก็พูดดีดีนะ
แต่ความผิดตัวเอง บางทีก็ไม่พูด อิอิ
..เออ กุก็เลวนี่หว่า
บางคนก็หาว่าก้าวร้าว
หลายต่อหลายคนก็ไม่ชอบหน้าซะงั้น..
ผมห้ามไม่ได้นะ คุณจะคิดอะไรกับผม
แต่จะให้ผมเสแสร้งทำ แล้วมันถูกในคุณไปทุกอย่างอ่ะ
ผมไม่ใช่คนอย่างนั้น

พอเถอะ.. พูดมากไปก็เหมือนแก้ตัว
เอาเป็นว่า ผมไม่แคร์สื่อคับ

แล้วคนที่รักที่ว่านั้น ไปเจอเขาได้ยังไง?
เออนั่นดิ.. เพราะว่าทำตัวให้ต้องพบเจอคนเยอะมั้ง

จากต้นทุนที่มีอยู่..พ่อแม่รู้จักคนเยอะ กลายเป็นว่าเราก็ต้องเป็นที่รู้จักในแวดวงผู้ใหญ่อยู่บ้าง
ผมก็ยังไปอยู่ในที่ที่ต้องเจอเพื่อนใหม่อยู่ตลอดเวลา

ที่ไหนน่ะเหรอ?
จากมัธยมที่เป็นเด็กกิจกรรมอยู่แล้ว
รวมถึงตอนที่เริ่มเข้ามหา'ลัย ก็ทำกิจกรรมตามชมรมต่างๆ
ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง..
เจอะคนหลากหลายประเภท ทั้งเพื่อนพี่น้องในคณะ เพื่อนต่างคณะ เจ้าหน้าที่ รวมถึงอาจารย์
อาจจะไม่รู้ชื่อกัน แต่ก็เห็นหน้าอยู่..

ต่อมาพอเริ่มเรียนได้หลายปีเข้าต้องทำโปรเจคท์จบ
ก็มีห้องแล็บวิจัยให้สังกัด
ประจวบเหมาะกับอาจารย์ใช้ทำงานหลายๆ อย่าง ก็ทำให้อาจารย์ในเมเจอร์ เจ้าหน้าที่เริ่มคุ้นหน้าคุ้นตา
มือไม้ก็ไม่ได้แข็ง.. ไหว้ไปหมด
คงจะต่างจากคนรุ่นเดียวกันแหละ ที่ดูกระด้างกระเดื่องนิดหน่อย
ก็เวลามันผ่านไป อะไรๆ ก็เปลี่ยนแปลง
พอดีว่าผมเป็นค่อนข้างคนหัวเก่า (ในบางเรื่อง) อ่ะ

ถ้าดูจากข้างบนแล้ว
ผมก็คงคลุกคลีอยู่ในวงแคบๆ ใช่ป่ะ.. อืม นั่นมันก็ใช่
ออกจะเนิร์ดๆ นิดหน่อย แต่มันก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น

ที่เชียงใหม่มีวิทยาลัยสารพัดช่างคับ
ที่นั่นเค้าเปิดหลักสูตรระยะสั้นให้คนทั่วไปเข้าไปเรียนได้..
ถนนของการที่ผมถูกรู้จักในวงกว้างขึ้น เริ่มที่นี่คับ

วิชาแรก ผมเลือกเรียนวิชาการขับร้องคับ ตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่าจะลงวิชาอะไรดี
เลือกเอาที่ตัวคิดว่ามันไม่หนักมากก็แล้วกัน
เพราะตอนนั้นก็ยังรอจบ ป.ตรี อยู่ เรียนอะไรหนักไป เดี๋ยวจะพาลเสียทั้งสองอย่าง

อาจารย์ที่สอน ตอนแรกก็ไม่รู้หรอกคับ ลงวิชาเรียนส่งเดชไปซะงั้น
มาทราบก็ว่ามาเรียนครั้งแรกว่าเป็น ครูสมเกียรติ์ ผู้ก่อตั้งวงดนตรีเยาวชนนกแล
โน้กแล ก่อคือนกแก้ว เสียงแจ้วแจ้ว.. นั่นแหละคับ

เพราะว่าวิชานี้มันไม่จำเป็นต้องใช้การคำนวณ ไม่ใช้ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ที่ต้องร่างในกระดาษ ลาก Free Body Diagram ไม่ต้องจำสูตรเคมี ไม่ต้องเข้าใจหลักการเมตาบอลิซึม
คนที่มาลงเรียน 30 คนในคอร์สนั้นจึงมีความหลากหลายทางชีวภาพ.. เอ้ย หลากหลายในทุกๆ ด้านคับ

คอร์สนี้ ผมได้เพื่อนใหม่เป็นสรรพากร เป็นแม่บ้านฝรั่ง เป็นคุณป้าปลดเกษียณ เป็นแม่ค้าไก่ทอด เป็นยาม เป็นช่างประปา เป็นสก๊อย เป็นนักเรียนเทคนิค เป็นเหลือบ MLM สารพัด
ตอนแรกก็มีอีโก้คับ ดัดจริตมาก..
กูเรียนมหาลัยประจำภาคนะเว้ย
กูเรียนโรงเรียนเอกชนที่เก่าที่สุดในจังหวัดมานะ
กูเก่งอย่างนั้นอย่างนี้..
เห็นป่าวคับว่า การศึกษาไม่ได้ทำให้จิตใจคนสูงขึ้น

แต่เมื่อคนเราอยู่กันไป ก็เข้าใจว่าความเป็นคนไม่ได้วัดกันที่ตรงนั้น
การศึกษาอาจทำให้มีรายได้มาก แต่ถ้าไม่มีเพื่อนดีดีนะ..
การอยู่คนเดียวในโลกมันคือสิ่งที่น่าสมเพชมากที่สุด

กลับมาึคุยกันต่อกับคอร์สที่เรียนดีกว่า
ผมรู้ตัวดีคับว่า เสียงร้องเพลงของผมมันสะกดคนได้
..หมั่นไส้มะ เขียนมางี้อ่ะ
การขึ้นเวทีซ้อมร้องเพลงแต่ละครั้ง เรียกเสียงปรบมือได้กึกก้อง ไม่ได้เวอร์ อันนี้เรื่องจริง
เพราะก่อนจะขึ้นเวทีได้ผมอยากให้ออกมาดูน่าประทับใจผมเลยต้องซ้อม ซ้อม แล้วก็ซ้อมคับ
อันนี้เป็นหลักทั่วไปของการผลิตงานออกมาทุกอย่างคับ ..พรแสวง 80%

ผมเลยมีแม่ยกกลุ่มเล็กๆเป้นตัวเป็นตนมาตั้งแต่นั้น
แต่แม่ยกนี้ก็เพื่อนร่วมคอร์สนั่นแหละ ไม่มีพวงมาลัยคล้องคอ ไม่มีเงินเอาไว้เหน็บที่นม
ก็ไม่ใช่นักร้องคาเฟ่นี่

ปัจจัยที่ทำให้ผมเป็นที่ชื่นชมตรงนั้นมาจากหลายอย่างคับ
เพราะครูสมเกียรติ์เลือกเพลงให้ด้วย "ท่าฉลอม" ต้นฉบับเดิมก็เป็นแรงส่งให้เกิดความประทับใจอยู่แล้ว
เพราะครูสอนเทคนิคการแสดง ท่าทางต่างๆ
หรือเป็นเพราะแม่ยกตัวแม่ที่คอยชมในทางที่ดี อิอิ
..มันไม่ได้เป็นที่ผมคนเดียวนะคับ

แต่ก็น่าเสียดาย.. มันก็มีอยู่บ้างแหละที่มีคนไม่ชอบ
แต่เราไม่อยากกล่าวถึงคนนั้นนะคับ
เพราะว่าตอนนี้การกระทำของเธอส่งผลทำให้นักเรียนทุกคนบึนปากใส่หมดแล้ว
เล่าแย้มๆ แง้มๆ งึดๆ หน่อยก็ได้..
เพราะว่าเธอเป็นนักเรียนรุ่นพี่น่ะคับ เคยเรียนกับครูเขามาก่อนหลายต่อหลายคอร์ส
เธอจึงร้องเพลงได้เหนือกว่าทุกคน แถมกับอีโก้สูงมาก ดูถูกคนอื่น
ผมก็เคยถูกมองเหยียดๆ เหมือนกัน
แต่ผมแรงกว่า..ไม่แคร์ พร้อมบึนปากใส่

สุดท้ายไม่มีใครอยากคบเธอคับ เธอจึงอัปเปหิตัวเองออกจากสังคมนี้ไป
แถมหาคนสนใจใยดีไม่ได้.. น่าสงสารจัง
พอดีแค้นน่ะ..แต่ยังไง เราก็ไม่อยากพูดถึงเธอหรอกนะ

พอหมดคอร์สขับร้องแล้ว
เกิดความอยากรู้ในวิชาแขนงอื่นๆ เพิ่มเติมคับ เลยลงวิชาคอมพิวเตอร์ดนตรี
วิชานี้ทำให้ผมสามารถมีเพลงเป็นของตัวเองได้
แต่งเอง ร้องเอง อัดเสียงเอง
แต่ทว่า ผมเล่นดนตรีไม่ได้สักชิ้นคับ

เสียงดนตรีทั้งหมดเกิดจากการสั่งให้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สร้างเสียงขึ้นมาคับ
ผมรู้จักคอร์ด C Major ก็คอร์สนี้แหละ

แถมผมได้เพื่อนร่วมคอร์สเป็นครูอนุบาล พนักงานมูลนิธิ นักดนตรีโฟล์คซองร้านอาหาร ดีเจสถานีวิทยุ ผู้อำนวยการโรงเรียนประจำอำเภอ
คอร์สนี้ไม่มีคนเกลียดคับ โชคดีไป
แต่ผมก็เปิดใจรับคนอื่นๆ มานานละนะ ไม่มีอีโก้ชั่วๆ เหมือนแต่ก่อนแล้ว

พอจบคอร์สนี้ (หืดขึ้นคอนะ)
ก็ไปลงการรวมวงต่อเลย
คอร์สนี้มีแต่เด็กๆ มาเรียน เออดีแฮะ ผมยังคบเด็กได้
เป็นการฉุดอายุลงมาหน่อย เดี๋ยวมันจะแก่ไปมากกว่านี้
เด็กสมัยนี้ถคิดอะไรแปลกๆ เนาะ ตามไม่ทัน
บางทีก็โดนเด็กเล่นหัว แต่ผมไม่ถือนะ ใช้วิธีปรามเอา

คอร์สนี้ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนอีกครั้งนึง
ก่อนหน้านี้ผมแต่งเพลงพื้นๆ คับ ไม่ค่อยมีลูกเล่นอะไร เพราะไม่เคยเห็นของจริง
แต่หลังจากผ่านการเห็นของจริง ได้จับ ได้ฟัง ได้ซึมซาบ
เพลงที่ผมแต่งก็มีมิติมากขึ้น.. อิอิ

ของแถมของคอร์สนี้คือ ผมเป็นนักร้องวงร็อคเฉพาะกิจที่สมาชิกแต่ละคนฝีมือระดับแนวหน้าของเชียงใหม่คับ
ถ้านับรุ่นอายุเดียวกันนะ.. แล้วก็ไม่รวมนักร้อง (ผมเอง) นะ
ผมไม่ใช่แนวร็อค แต่เปลี่ยนมาอย่างนี้ก้เป็นการเปิดโลกทรรศน์ทางดนตรีให้กว้างขึ้น

วงนี้เคยไปแข่งอยู่หลายงานคับ
แต่ไม่เคยได้รางวัลซักที เพราะนักร้องมันห่วย
สุดท้ายเลยเปลี่ยนไปเล่นโชว์แทน.. งานใหญ่ที่สุดก็เป็นงานลอยกระทงของจังหวัด
ผมได้วลาอยู่บนเวทีชั่วโมงครึ่ง.. เยอะที่สุดแล้วในชีวิตการเป็นนักร้องของผม

หลังจากนั้นก็เลิกวงคับ เพราะมีสมาชิกไปเรียนที่กรุงเทพ
ผมเลยเปลี่ยนมาร้องโฟล์คซองแทน แนวถนัดของผมเลย
ไปโชว์อยู่หลายที่ทั้งเวทีของ JJ Market, เวทีโชว์ของสารพัดช่าง
ร้องเพลงอยู่ข้างถนนหน้าวิทยาลัย คนผ่านไปวันวันนึงก็หลายพันอยู่แหละ.. แอบปลื้ม

แต่ผมก็ไม่ได้ร้องเพลงไปวันวันนะ
ส่วนใหญ่จะเป็นงานการกุศลคับ เคยไปร้องเพลงเรี่ยไรที่ถนนคนเดินเชียงใหม่
ไม่รู้อะไรเกิดถูกใจเศรษฐีที่เดินผ่านตรงนั้นพอดี..
เค้าควักแบงค์พันให้เลย
มันมากทีเดียวนะ สำหรับวงเปิดหมวก.. ปลื้มใจมากคับ
เงินตรงนี้ผมเอาไปทำกิจกรรมกับโรงเรียนน้องผู้พิการคับ

..บางคนกลัวว่าจะเอาเข้ากระเป๋ารึเปล่า..
ไม่คับ ผมไม่ใ่ช่ขอทาน ผมมาทำกิจกรรมให้ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม

จากการโชว์โฟล์คซอง.. ผมได้เพื่อนมาอีกคนคับ
อันนี้ตอนแรกผมเรียกเค้าว่าอาจารย์ เพราะเค้าสอนวิชารวมวง แต่กลายเป็นว่าสนิทเป็นเพื่อนไปซะละ
ก็ดีคับ.. มีเพื่อนแก่ๆ เพิ่มอีกคนคงไม่เสียหายอะไร 555+

เล่ามาซะยาว.. จะจบแล้ว จะจบแล้ว
จากการเดินทางสายดนตรีของผมน่ะคับ
ผมมีโอกาสได้พบปะผู้คนมากมาย เยอะจริงๆ
บางครั้งผมก็ไม่ได้รู้จักนะ.. เขาถามๆ กันมาเอง

เพราะอย่างนี้.. ก็ตั้งตัวเองให้เป็น Celeb ละกัน อิอิ

ตอนนี้ต้องทิ้งทุกอย่างไว้ที่เชียงใหม่คับ
ทนความอับอายไม่ไหว.. อึ๊ย ไม่ใช่..
ผมเข้ามาทำงานใน กทม. คับ ให้ตรงตามสายที่ผมได้เรียนมา
ไม่งั้นก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์อ่ะดิ

ทั้งหมดนี้ ผมก็ขอขอบคุณประสบการณ์ที่ผมได้พบเจอมานะคับ
ทำให้ผมรู้อะไรมากขึ้นเยอะมาก.. ซึ่งถ้าตอนนั้นผมทนเนิร์ดอยู่ในห้องเรียนอย่างนั้น
ก็ไม่ได้รู้หรอกคับว่า นอกกะลามันมีสีสันขนาดไหน..

edit @ 10 Aug 2009 21:23:30 by Azero

ผมเป็นใคร

posted on 06 Aug 2009 11:27 by alphazecho

เออ นั่นดิ ผมเป็นใคร..

ที่จริงแล้ว ผมไม่เคยจะคิดมาเขียนไดอารี่ออนไลน์เลยนะ เพราะว่าคงไม่เคยคิดจะนั่งนึกว่าเราไปทำอะไรมา เราไปรู้อะไรมา แล้วก็ต้องมานั่งกลั่นกรองเพื่อให้เป็นภาษาเขียน ให้อ่านได้ง่าย ถ้ามันอ่านยาก ก็ไม่รู้จะทำไปเพื่ออะไร

 แต่พอไม่นานนี้ ไปเจอไดอารี่ออนไลน์ของบองเต่า เออแฮะ มันเป็นแรงบันดาลใจสำคัญเลยทีเดียว ก็เลยมาสมัครในวันนี้ แล้วก็คงจะมีเขียนไดอารีบ้าง แต่คงไม่ทุกวัน และคงไม่บ่อย เพราะไม่ถนัด

หลังจากเริ่มมีงานมีการทำเป็นหลักแหล่ง เวลาส่วนตัวก็ลดน้อยลงไป อย่างน้อยก้สิบชั่วโมงต่อวัน แต่ค่าตอบแทนมันก็ค่อนข้างคุ้มกับที่เราจะแลกมา..
ถ้าแต่ก่อนนี้ ผมจะสูญเวลาไปกับงานด้านดนตรี ก็ถือว่าเป็นงานอดิเรกได้นะ ดนตรีเนี่ยะ

แต่ทำไว้ฟังเอง ไม่อยากให้ใครฟังด้วย เหอเหอ..
คนเราก็อายเป็นดิ

ที่จริงแล้ว ก็ไม่รู้จะเขียนอะไรอ่ะนะ..
//กูพิมพ์อะไรไปเนี่ยะ เริ่มสับสนตัวเอง
แค่อยากลองลง Messege ยาวๆ เอาไว้แต่ง Wiget ของตัวเอง เหอเหอ

อาศัยเวลาพักเที่ยงนี้แหละ ใส่ข้อความแบบไม่ยั้ง แม้ว่าในหัวตอนนี้ออกจะกลวงๆ เพราะไม่ได้คิดอะไร คิดยังไงก็ใส่ลงไปอย่างนั้น ก็งงตัวเองอยู่ว่าใส่อะไรลงไป

edit @ 7 Aug 2009 12:34:56 by Azero